Contact | Web Links | Banner Exchange
 

Best view by Internet Explorer
Font size: Medium
















 

ปรากฎการณ์"เอลนีโญ" และ"ลานิยา" มารู้จักดีกว่าว่าเจ้า 2 คำนี้คืออะไรกันแน

ดี๋ยวนี้เวลาฟังข่าวเราก็มักจะได้ยินคำว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญากันบ่อยครั้งมากขึ้น ฟังแล้วก็งงๆว่า จริงๆ แล้วเจ้า 2 คำนี้มันต่างกัน ยังไงแล้วจะมีผลกับภูมิอากาศบ้านเรายังไง ก็เลยไปลองหาข้อมูลเรื่องนี้มาอ่าน ดู...อืม เข้าใจไม่ง่ายไม่ยากครับ เลยลด ทอน ตัด ย่อ เอาพอสังเขปมาให้พวกเราได้อ่านกัน เอาไว้เป็นความรู้ครับ

เอลนีโญคืออะไร?
"เอลนีโญ"
เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์ หรือการ เคลื่อนตัวของกระแสน้ำในโลกค่ะ ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าจริงๆ แล้วเอลนีโญได้เกิดขึ้น นานนับพันปีมาแล้ว แม้แต่เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งรุนแรง มากก็ยังไม่ได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นเอลนีโญ จนกระทั่งปรากการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วหลายเดือนครับ เนื่องจากปรากฏ การณ์นี้เป็นต้นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียกลับประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและ เกิดไฟป่า เผาผลาญประเทศใกล้ๆ ทะเลทรายสะฮาราประสบกับความแห้งแล้ง ที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลัง ลงมาก

ประมาณว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8 - 13 พันล้านเหรียญ สหรัฐและสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คนนี่แหล่ะ พอมีความเสียหายมากๆเข้า นักวิทยาศาสตร์ถึงมานั่งวิเคราะห์คำว่า "เอลนีโญ" ถึงค่อยๆเป็นที่ รู้จักกันมากขึ้น...อืม เข้าขั้นวัวหายแล้วล้อมคอกยังไง ไม่รู้แฮะ T_T

ดังนั้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จึงได้มีการลงทุนจำนวนมากในการตรวจวัดอากาศ และการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนขีดความ สามารถในการพยากรณ์ ปรากฏการณ์นี้ จนกระทั่ง 10 ปีที่ผ่านมาจึงได้มีความเข้าใจถึงการเกิด และการคงอยู่ของ เอลนีโญจนสามารถทำนายการเกิดเอลนีโญได้..ไชโย!!

ความหมายของเอลนีโญ
จริงๆแล้วคำว่า "เอลนีโญ" นั้นมีความหมายแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มบุคคล ในภาษาสเปนคำว่าเอลนีโญหมายถึง เด็กชายเล็กๆ แต่หากเขียนนำด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ "เอลนีโญ จะหมายถึง ทารกพระเยซูคริสต์" แต่สำหรับ ชาวเปรู คำนี้จะมีความหมายเพิ่มเติมคือ หมายถึงกระแสน้ำอุ่นที่ ไหลเลียบชายฝั่งเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2 – 3 ปี หรือกว่านั้น และได้ตั้งชื่อกระแสน้ำอุ่นนี้ว่าเอลนีโญ ก่อนเริ่มศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มรู้จักและ สังเกตุเห็น ครั้งแรก ประมาณปี ค.ศ. 1892 การที่ตั้งชื่อว่า เอลนีโญ เนื่องจากจะมีน้ำอุ่นปรากฏอยู่ตามชายฝั่งเปรูเป็นฤดูๆ โดยเริ่ม ประมาณช่วงคริสต์มาส (ช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ซึ่งตรงกับช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ) น้ำอุ่นนี้จะไหล เข้า แทนที่น้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประ มาณ 2 – 3 เดือน

บางครั้งน้ำอุ่นที่ปรากฏเป็นระยะๆตามชายฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์ อาจจะอยู่นานเกินกว่า 2 – 3 เดือน ซึ่งบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามไป ปีถัดไปทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ชายฝั่งซึ่งเกี่ยวข้องกับปลา นกที่กินปลาเป็นอาหาร และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการประมงและ เกษตรกรรม ฝนที่ตกหนักเนื่องจากเอลนีโญทาง เอกวาดอร์ใต้และเปรูเหนือบางครั้งทำให้เกิดความเสียหายในหลายๆเมือง จนประมาณปลายทศวรรษ 1990 จึงมีหลายสิบคำจำกัดความของเอลนีโญตั้งแต่ง่ายๆ จนถึงซับซ้อนปรากฏอยู่ในบทความและหนังสือด้านวิทยา ศาสตร์ทั่วไปดังตัวอย่างของคำจำกัดความว่าเอลนีโญ คือ ช่วง 12 ถึง 18 เดือนที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางครึ่งซีก ด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติเป็นต้น เอลนีโญที่มีขนาดปานกลางหรือรุนแรงจะเกิดขึ้น ไม่สม่ำเสมอ เฉลี่ยประมาณ 5 – 6 ปีต่อครั้ง

แม้ว่าที่ผ่านมาเอลนีโญจะมีความหมายมากมายแต่ปัจจุบัน คำๆนี้จะมีความหมายว่า "การอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ ของน้ำทะเลบริเวณตอน กลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนซึ่งเกิดจากการอ่อน กำลังลงของลมค้า (trade wind)" คำจำกัดความ ของเอลนีโญแม้จะมีมากมายแต่เราก็สามารถสรุปลักษณะ บางอย่างซึ่งเป็นลักษณะปกติของเอลนีโญได้ดังนี้ครับ

ลักษณะของเอลนีโญ
การอุ่นขึ้นผิดปกติของผิวน้ำทะเล กระแสน้ำอุ่นที่ไหลลงทางใต้ตามชายฝั่งประเทศเปรู และเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิผิว น้ำทะเลที่สูงขึ้นทางด้านตะวันออกและตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ปรากฏตามชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และ เปรูเหนือ(บางครั้งประเทศชิลี) และเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเล มักเกิดร่วม กับการอ่อนกำลังลงของลมค้าที่พัดไปทางทิศตะวันตก บริเวณแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรและจะเวียนเกิดซ้ำแต่ช่วงเวลา ไม่สม่ำเสมอ อาจเกิดแต่ละครั้งนาน 12 – 18 เดือน

การเกิดเอลนีโญ
ตามปกติเหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน หรือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรจะมีลมค้าตะวันออกพัดปก คลุมเป็นประจำ ลมนี้จะพัดพาผิวหน้าน้ำทะเลที่อุ่นจากทางตะวันออก (บริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีตอนเหนือ) ไปสะสมอยู่ทางตะวันตก (ชายฝั่งอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย) ทำให้บรรยากาศเหนือบริเวณ แปซิฟิกตะวันตกมีความชื้นเนื่องจากขบวนการระเหยและมีการก่อตัวของเมฆและฝนบริเวณ ตะวันออกและตะวันออก เฉียงใต้ของเอเชียรวมทั้งประเทศต่างๆที่เป็นเกาะอยู่ในแปซิฟิกตะวันตก ขณะที่ทางตะวันออกของแปซิฟิกเขต ศูนย์สูตรมีการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่างขึ้นไปยังผิวน้ำและทำให้เกิดความแห้งแล้งบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้ แต่ เมื่อลมค้าตะวันออกมีกำลังอ่อนกว่าปกติ ลมที่พัดปกคลุมบริเวณด้านตะวันออกของปาปัวนิวกินี จะเปลี่ยนทิศทางจาก ตะวันออกเป็นตะวันตกทำให้เกิดคลื่นใต้ผิวน้ำพัดพาเอามวลน้ำอุ่นที่ สะสมอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตกไปแทนที่ น้ำเย็นทางแปซิฟิกตะวันออก เมื่อมวลน้ำอุ่นได้ถูกพัดพาไปถึงแปซิฟิกตะวันออก (บริเวณชายฝั่ง ประเทศเอกวาดอร์) ก็จะรวมเข้ากับผิวน้ำทำให้ผิวหน้าน้ำทะเลบริเวณนี้อุ่นขึ้นกว่าปกติ และน้ำอุ่นนี้จะค่อยๆแผ่ขยายพื้นที่ไปทางตะวัน ตกถึงตอนกลางของมหาสมุทร ส่งผลให้บริเวณที่มีการก่อตัวของเมฆและฝนซึ่งปกติจะอยู่ทางตะวันตกของ มหาสมุทรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่บริเวณตอนกลางและตะวันออกบริเวณดังกล่าวจึงมีฝนตกมากกว่าปกติ ในขณะที่ แปซิฟิกตะวันตกซึ่งเคยมีฝนมากจะมีฝนน้อยและเกิดความแห้งแล้ง

ขนาดของเอลนีโญ
นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งขนาดของเอลนีโญออกเป็น อ่อนมาก อ่อน ปานกลาง รุนแรง หรือรุนแรงมาก จากการ ศึกษาของ Quinn et al. กล่าวไว้ว่า "ปรากฏการณ์ยิ่งมีความรุนแรงมากเท่าไร ปริมาณความเสียหาย การถูกทำลาย และมูลค่าความเสียหายยิ่งสูงมากเท่านั้น" พวกเขาได้อธิบายถึงความรุนแรงโดยผนวกเอาการเปลี่ยนแปลงทางกาย ภาพของมหาสมุทรกับผลกระทบที่เกิดขึ้น บนพื้นทวีปเข้าด้วยกันดังนี้

ขนาดรุนแรงมาก – ปริมาณฝนสูงมากที่สุด มีน้ำท่วม และเกิดความเสียหายในประเทศเปรู มีบางเดือนในช่วงฤดู ร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่า ปกติมากกว่า 7 o ซ.
ขนาดรุนแรง – ปริมาณฝนสูงมาก มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง มีรายงานความเสียหายในประเทศเปรู มีหลายเดือน ในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ ชายฝั่งสูงกว่าปกติ 3 – 5 o ซ.
ขนาดปานกลาง – ปริมาณฝนสูงกว่าปกติ มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเปรูอยู่ใน ระดับต่ำ โดยทั่ว ๆ ไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูร้อนและฤดู ใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้จะสูงกว่าปกติ 2 – 3 o ซ.

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่นำมาใช้กำหนดขนาดของเอลนีโญซึ่งรวมถึงตำแหน่งของแอ่งน้ำอุ่น (warm pool) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร บริเวณพื้นผิวมหาสมุทรซึ่งปกคลุมด้วยแอ่งน้ำอุ่นที่ผิดปกติ หรือความลึก (ปริมาตร)ของแอ่งน้ำอุ่นนั้น ยิ่งแอ่งน้ำอุ่นมีอาณาบริเวณกว้างและมีปริมาตรมากปรากฏการณ์จะยิ่งมีความรุนแรง เพราะจะมีความร้อนมหาศาลซึ่งจะมีผลต่อ บรรยากาศเหนือบริเวณนั้น ในกรณีที่เอลนีโญมีกำลังอ่อนบริเวณน้ำอุ่นมัก จะจำกัดวงแคบอยู่เพียงแค่ชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ แต่กรณีเอลนีโญขนาดรุนแรงบริเวณที่มีน้ำอุ่นผิดปกติจะ แผ่กว้างปกคลุมทั่วทั้งตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร

ผลกระทบของเอลนีโญต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย
จากการศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปีที่เกิดเอลนีโญ ไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับสภาวะฝน ในปีเอลนีโญได้ชัดเจน นั่นคือปริมาณฝนของประเทศไทยมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสูงกว่าปกติและต่ำกว่าปกติหรือ อาจกล่าวได้ว่าช่วงกลางและปลายฤดูฝนเป็นระยะที่เอลนีโญ มีผลกระทบต่อปริมาณฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน

จากผลการศึกษาพอสรุปได้กว้างๆ ว่าหากเกิดเอลนีโญ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าปกติ โดย เฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูฝน ในขณะที่อุณหภูมิของอากาศจะสูงกว่าปกติ เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เอลนีโญมีขนาด รุนแรงผลกระทบดังกล่าวจะชัดเจนมากขึ้น

เฮ้อ..อ่านแล้วเหนื่อยไหมครับ ดูรูปเอาจะเข้าใจง่ายกว่านะผมว่า..ปรากฎการณ์ที่เราได้ยินกันมากช่วงนี้ไม่ใช่เอลนีโญ ครับ แต่เป็นลานีญา แต่ต้องเอาเรื่องของเอลนีโญมาให้อ่านปูความเข้าใจกันก่อน

แล้วอะไรคือลานีญาล่ะ??

ความหมายของลานีญา
"ลานีญา"
มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันหลายชื่อ เช่น น้องของเอลนีโญ, สภาวะตรงข้ามเอลนีโญ, สภาวะที่ไม่ใช่เอลนีโญ และฤดูกาลที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเย็น เป็นต้น แต่ทั้งหมดไม่ว่าชื่อใดจะมีความหมายเดียวกัน คือ ปรากฏการณ์ที่กลับ กันกับเอลนีโญ กล่าวคืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทาง ตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้ว ยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นได้ทุก 2 – 3 ปี และปกติจะเกิดขึ้นนานประ มาณ 9 – 12 เดือน แต่บางครั้งอาจปรากฏอยู่ได้นานถึง 2 ปี

การเกิดลานีญา
ปกติลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนหรือแปซิฟิก เขตศูนย์สูตรจะพัดพาน้ำอุ่นจากทางตะวัน ออกของมหาสมุทรไปสะสมอยู่ทางตะวันตก ซึ่งทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝนบริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิก เขตร้อนส่วนแปซิฟิกตะวันออกหรือบริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรูมีการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่าง ขึ้นไป ยังผิวน้ำซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวแห้งแล้ง สถานการณ์เช่นนี้เป็นลักษณะปกติเราจึงเรียกว่าสภาวะปกติหรือสภาวะ ที่ไม่ใช่เอลนีโญ แต่มีบ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้ถูกมองว่าเป็นได้ทั้งสภาวะปกติและลานีญา อย่างไรก็ตามเมื่อ พิจารณารูปแบบของสภาวะลานีญาจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ลานีญามีความแตกต่างจากสภาวะปกติ นั่นคือลมค้า ตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีกำลังแรง มากกว่าปกติและพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่น จากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณแปซิฟิกตะวันตก รวมทั้งบริเวณตะวันออก และตะวัน ออกเฉียงใต้ของเอเชีย ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลให้อากาศเหนือบริเวณดังกล่าวมีการลอยตัวขึ้นและกลั่นตัวเป็นเมฆและฝน ส่วน แปซิฟิกตะวันออกนอกฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์นั้นขบวนการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่าง ไปสู่ผิวน้ำจะเป็นไป อย่างต่อเนื่องและรุนแรง อุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลจึงลดลงต่ำกว่าปกติ เช่น ลานีญาที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 – 2532 อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวต่ำกว่าปกติประมาณ 4 oซ.

ผลกระทบของลานีญา
จากการที่ปรากฏการณ์ลานีญาเป็นสภาวะตรงข้ามของเอลนีโญ ดังนั้นผลกระทบของลานีญาจึงตรงข้ามกับเอลนีโญ ซึ่งก็คือ ปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์์มีแนวโน้มที่จะมีฝนมากและมีน้ำท่วม ขณะที่บริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกมีฝนน้อยและแห้งแล้ง นอกจากพื้นที่ในบริเวณเขตร้อนจะได้รับผลกระทบ แล้วปรากฏว่าลานีญายังมีอิทธิพลไปยัง พื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปด้วย โดยพบว่าแอฟริกาใต้มีแนวโน้มที่จะมีฝนมาก กว่าปกติและมีความเสี่ยงต่ออุทกภัยมากขึ้น ขณะที่บริเวณตะวันออกของแอฟริกาและตอนใต้ของอเมริกาใต้มีฝนน้อย และเสี่ยงต่อการเกิดความแห้งแล้ง และในสหรัฐอเมริกาช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา จะแห้งแล้งกว่าปกติทาง ตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงปลายฤดูร้อนต่อเนื่องถึงฤดูหนาว บริเวณที่ราบตอนกลางของประเทศในช่วงฤดูใบไม้ร่วง และทางตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงฤดูหนาว แต่บางพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันออกมีฝนมากกว่าปกติในช่วง ฤดูหนาว ส่วนผลกระทบของลานีญาที่มีต่อรูปแบบ ของอุณหภูมิปรากฏว่าในช่วงลานีญาอุณหภูมิผิวพื้น บริเวณเขต ร้อนโดยเฉลี่ยจะลดลงและมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติ ในช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหา สมุทรแปซิฟิก บริเวณประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ขณะที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทร รวมถึงพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่วนทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องถึงตอนใต้ของแคนาดามีอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ เห็นไหมคะว่ากระทบกันแทบทั้งโลกเลยทีเดียว

ผลกระทบของลานีญาต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย
จากการศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปีเอลนีโญ ในปีลานีญาปริมาณฝนของประเทศไทยส่วน ใหญ่สูงกว่าปกติ ปีนี้ก็เหมือนกัน.. โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูฝนเป็นระยะที่ ลานีญามีผลกระทบต่อสภาวะฝน ของประเทศไทยชัดเจนกว่าช่วงอื่น และพบว่าในช่วงกลาง และปลายฤดูฝนลานีญามีผลกระทบต่อสภาวะ ฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน สำหรับอุณหภูมิปรากฏว่าลานีญามีผล กระทบต่ออุณหภูมิในประเทศไทยชัดเจนกว่าฝน โดยทุกภาคของ ประเทศไทยมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติทุกฤดู และพบว่าลานีญาที่มีขนาด ปานกลางถึงรุนแรงส่งผลให้ ปริมาณฝนของประเทศไทยสูงกว่าปกติ มากขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติมากขึ้น

เอาเป็นว่าปีนี้ประเทศคงจ้องเตรียมตัวรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่มากเป็นพิเศษกันล่ะครับ รวมถึงน้ำท่วม..รถติดด้วย T_T ปรากฏการณ์ทั้ง 2 อย่างนี้เป็น การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เราไม่อาจสรุปได้ว่ามีผลมาจากการดำรงค์ชีวิต ของเราต่อโลกนี้หรือเปล่า หรือเป็นสิ่งที่ธรรมชาติำพยายามร้องบอกเราว่ามนุษย์นั้นใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้น เปลืองเกินไปแล้ว ก่อนที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ได้เราคงต้องปรับตัวและรับมือกับธรรมชาติอย่างฉลาดครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.wikipedia.org
http://www.tmd.go.th/knowledge/know_elnino01.html






HOME
Free Download
Learn SCUBA
Panda's Guide
Photo Board
Shopping
 


PandaDumnam.com Limited Partnership

129/602 Soi Saima, Rattanathibeth Rd., A.Muang, Nonthaburi
ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด: 0127334701936 / ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กโทรนิค: 12711470925