|
PFO
(Patent Foramen Ovale) คืออะไร?
------------PFO
คือสภาวะที่ผนังของหัวใจระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องบนขวาเกิดมีรูรั่วขนาด
เล็กๆซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนจะมีรูนี้ในตอนที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ของแม่
และจะปิดสนิทตาม ธรรมชาติเมื่อคลอดออกมาแต่ทั้งนี้ก็มีีคนจำนวนหนึ่ง(ประมาณ1ใน5คน)
ที่พบว่่ารูนี้...ไม่ปิดสนิท.... โดย มีลักษณะเหมือนรูรั่วบริเวณผนังหัวใจที่เผยอออกเล็กน้อย
เมื่อได้รับแรงดันหรือในสภาวะความเปลี่ยน แปลงของการเต้นของหัวใจ
อย่างเช่น ไอ จามแรงๆ เป็นต้น
แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่อง PFO อย่างละเอียด
ผมอยากให้มาทบทวนความเข้าใจเรื่องการทำงานของหัวใจ แบบปกติกันก่อนครับ
การทำงานของหัวใจในคนปกติ
อย่างที่เรารู้กันดีว่าหัวใจของมนุษย์มีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
โดยมีโครง สร้างหลักและการไหลเวียนของเลือดดังนี้
โครงสร้างหลักของหัวใจประกอบด้วย
1. ห้องทั้ง 4 ห้อง: แบ่งเป็นห้องบน(Atrium)ซึ่งแบ่งเป็นซ้ายและขวา
และห้องข้างล่าง (Ventricle) ซึ่งก็มีทั้งซ้ายและขวาเช่นกัน
2. ลิ้นหัวใจ:
มีชื่อเรียกต่างกันไปดังนี้ Tricuspid valve กั้นระหว่างหัวใจห้องบนขวา
และล่างขวา, Pulmonary or Pulmonic valve กั้นระหว่างหัวใจห้องบนขวากับหลอดเลือดดำ,
Mitral valve กั้นระหว่างหัวใจห้องบนและล่างซ้าย, Aortic valve กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายและหลอดเลือด
Aorta
กระบวนกาีรไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจ
หัวใจจะรับเลือดดำเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา Right atrium
ไหลผ่านลงหัวใจห้องล่างขวา Right
ventricle ฉีดเลือดไปยังปอดเพื่อฟอกเลือด
เลือดที่ฟอกแล้ว(เลือดแดง)ไหลกลับเข้าหัวใจที่ห้องซ้ายบน
LEFT Atrium แล้วไหลลงห้องล่างซ้าย Left ventricle ซึ่งจะทำหน้าที่สูบเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายทางหลอดเลือดแดง

แล้ว PFO
มีผลอย่างไรกับการทำงานของหัวใจล่ะ?
อย่างที่เราบอกไปแล้วว่า
PFO คือรูเล็กๆที่เกิดขึ้นบริเวณผนังห้องบนขวาและซ้าย ในหัวใจปกติเมื่อเลือด
ถูกส่งไปยังปอด ปอดจะทำหน้าที่ให้ออกซิเจนแก่โลหิตและกรองกำจัดสารเคมีต่างๆที่ร่างกายไม่ต้องการ
ออกจากกระแสเลือด ก่อนส่งเลือดที่เต็มไปด้วยอ๊อกซิเจนกลับเข้าหัวใจ
แต่ในร่างกายของคนที่มี PFO เลือดบางส่วนที่ควรจะถูกส่งไปยังปอด
อาจไหลย้อนผ่านรูรั่วเข้าไปใน กระแสเลือดแดงโดยไม่ผ่านการกรองจากปอด
ซึ่งเมื่อเลือดส่วนนี้ไปถึงสมองอาจทำให้เรามีอาการสมอง ขาดเลือด,หน้ามืดหรือเวียนหัว
เนื่องจากลิ่มเลือดที่ปนอยู่ในเลือดดำ
(จริงๆแล้วการแพทย์ในปัจจุบันพยายามอธิบายสาเหตุของไมเกรนบางชนิด
ด้วย PFO เช่นกัน....แต่ก็ยัง ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ครับ ว่าถ้าปิดรูนี้แล้ว...จะหายขาดจากอาการของไมเกรน)
คนที่มี PFO ดำน้ำได้ไหม?
PFO ไม่ได้ก่อผลให้เกิดอุปสรรคใดๆในการดำรงชีวิตครับ
แม้แต่การดำน้ำ... PFO ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุ
ให้เราได้รับอันตรายแต่อย่างใดครับ...
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ...หากเราดำน้ำเกินข้อจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย
จนมีการสะสมของไน โตรเจนในเลือดจนถึงขั้นเป็น DCS (Decompression
Sickness) แล้วล่ะก็ PFO จะกลายเป็น factor
สำคัญที่ทำให้ฟองอากาศ และ micro bubbles พุ่งจากหัวใจตรงเข้าสู่สมองโดยไม่ผ่านการ
กรองจากปอด...ยิงตรงครับงานนี้^^' นั่นหมายถึงการที่ cell สมองถูกทำลายเชียวนะครับ
ไม่ใช่แค่ ปวดแขนปวดขาแล้ว...ที่สำคัญไม่แพ้สมองคือดวงตาครับ ฟองอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อระบบ
การมองเห็น ซึ่งอาจเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ได้
โดยทั่วไปเมื่อเรามีอาการต้องสงสัยว่าจะเป็น DCS
แพทย์จะ focus ความเสียหายของร่างกายไล่จาก ปอดลงมา เช่น ไขสันหลัง,
กล้ามเนื้อ, และประสาทส่วนปลายของแขนขา แต่ในผู้ป่วยที่ ตรวจพบ PFO
แพทย์จะทำการตรวจความเสียหายของสมองและหลอดเลือดสมองด้วยครับ ซึ่งการตรวจนี้จะต้องทำ
โดยการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRA)
การตรวจว่าร่างกายมี PFO ไหมทำได้อย่างไร?
PFO เป็นรูที่เล็กมากจนไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยการทำอัลตราซาวน์จากภายนอกร่างกาย
หรือ Echo Scan เพราะในร่างกายของผู้ใหญ่จะมีชั้นไขมันและซี่โครงบังหัวใจเอาไว้เต็มๆ
ไม่สามารถชี้ชัดได้ครับ ต้องทำการตรวจด้วยการกลืนอุปกรณ์ Echo scan
เข้าไปในหลอดอาหาร เพื่อให้เครื่องได้สแกนภาพ ของหัวใจได้โดยตรงโดยไม่มีอะไรมาบดบัง
เมื่อกลืนกล้องเข้าไปแล้วแพทย์จะทำการฉีด micro bubble ผ่านเข้าเส้นเลือดดำ
เพื่อให้หัวใจสูบฉีดฟองพวกนี้เข้าไป และใ้ห้คนไข้ลองกลั้นหายใจ หรือเบ่ง
แรงๆเพื่อดูว่าฟองดังกล่าวจะมีการเล็ดลอดจากหัวใจห้องบนขวาไปยังห้องบนซ้ายไหม
ซึ่งจำนวนของ ฟองอากาศที่ปรากฎในห้องบนซ้ายจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงขนาดของ
PFO ได้ครับ เช่น 1-20 จุดถือว่ายังเล็ก

นักดำน้ำกับการตรวจ PFO...จำเป็นไหม?
ที่เล่ามานี่ไม่ได้ให้ทุกคนตกใจ วิ่งไปกลืนกล้องตรวจหา PFO กันนะครับ
อย่างที่บอก PFO ไม่ได้เป็น สาเหตุให้เกิดDCSแต่อย่างใด
แต่เมื่อเราเป็น DCS แล้ว PFO อาจเป็นปัจจัยในการกำหนดระดับความ
เสียหายของร่างกายที่ฟองอากาศจะไปทำลายได้
ความรู้จากคุณหมอ:
ปลายประสาทที่เล็กที่สุดของสมองคนเรานี่ เล็กกว่าขนาดของเม็ดเลือดแดงนะ
ครับ ดังนั้นคาดการณ์ได้เลยว่า Micro bubbles สามารถก่อให้เกิดความเสียหายที่ระบบประสาทอีกทั้ง
ความเสียหายของสมองนั้น ร่างกายจะไม่สามารถซ่อมแซมได้ครับ แต่ cell
สมองจะทำการเรียบเรียงการ ใช้งานพื้นที่สมองใหม่ และอาจจะีทำไม่ได้ทุก
function เหมือนเก่านะครับ บางอย่างพังแล้ว...พังเลย
การสังเกตุตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการ DCS ว่ามีผลกระทบต่อสมองหรือไม่?
ทำได้ง่ายๆครับ สมมุติเราติด D-com มีข้อสงสัยว่าจะเป็น BEND เช่นเจ็บตามร่างกาย
ปวดข้อ แขน ขา ชา ลองส่องกระจกครับ ถ้ามีความเสียหายทางสมอง โดยมากมักปรากฎบนกล้ามเนื้อใบหน้า
ลองยักคิ้ว กระพริบตา ยิ้ม ดูวิว่าใบหน้ามีอะไรผิดปกติหรือไม่...แล้ววิ่งหาหมอโดยเร็วที่สุดครับ
เมื่อรู้อย่างงี้แล้ว นึกบ้างไหมครับว่าเราอาจเป็น 1 ใน 5 ของคนที่มี
PFO ในหัวใจ...อ๊ะ...เริ่มเห็นความ สำคัญของ Dive Computer กันแล้วใช่ไหมครับ
ที่เล่ามายาวเหยียดนี้เพื่อให้เพื่อนได้ตระหนักว่าการ ดำน้ำไม่ใช่การเดินเล่นครับยังไงก็ยังมีความเสี่ยง
ดังนั้นเราทุกคนควรเคารพกติกาในการดำน้ำครับ เพราะในเมื่อเราไม่ได้เดินไปตรวจกันทุกคนว่าเรามี
PFO ไหม จะแน่ใจได้ยังไงครับว่า ติด D-Com นิดหน่อยๆไม่เป็นไรหรอก
อย่าคิดแบบนั้นเลยครับ ประมาทเกินไปแล้ว...
|