Contact | Web Links | Banner Exchange
 

Best view by Internet Explorer
Font size: Medium
















 
-- เมื่อปลาเล็กถูกหมอสั่งให้...หยุดดำน้ำ!!! (ตอนที่ 1)

ใช่ค่ะ...ไม่ผิดหรอก หมอสั่งให้เราหยุดดำน้ำจริงๆ...

รื่องมันเริ่มจากการที่ปลาเล็กได้ฤกษ์ไปพบหมอเพื่อรักษา"ไมเกรน"
ที่ปวดมาตั้งหลายปีให้จริงจังเสียที นั่งคุยกับหมอไปก็ได้ความว่า หมอจำเป็นต้องให้ตรวจสมองด้วยเครื่อง MRA เพื่อดูว่ามีความเสียหาย กับหลอดเลือดต่างๆและสมองหรือไม่ เนื่องจากเราทนกับอาการนี้มานับสิบปีไม่รู้ว่ามีอะไรในหัวเสียหาย ไหม...

เหมือนไม่เกี่ยวกับดำน้ำเลยจริงไหม แต่มันเกี่ยวค่ะ เพราะเราเผลอไปถามหมอว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเรามักมี อาการเวียนหัวอย่างรุนแรงไปจนถึงหน้ามืดใต้น้ำหลายครั้ง เป็นช่วงสั้นๆพอหายก็ดำน้ำต่อได้ นับๆดูก็ประ มาณ 10 กว่าหนเห็นจะได้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับไมเกรนหรือเปล่า 10 หน..อืม...ก็เยอะนะในมุมมองของหมอ เพราะในตอนนี้หากเราหาสาเหตุไม่ได้ ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าอาการจะเกิดอีกเมื่อไหร่ รุนแรงขึ้นไหม หรือว่า จะเกินเลยไปจนถึงหมดสติใต้น้ำหรือไม่....นี่ล่ะเรื่องใหญ่!! ฟังแล้วเครียดแฮะ

หมอแนะนำอะไรที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดสำหรับเรา นั่นก็คือ....
"เลิกดำน้ำเถอะเพราะดูเหมือนร่างกายของคุณจะมีอาการผิดปกติบ่อยเกินไป ที่จะมองข้าม ไม่ลงน้ำซะก็หมดเรื่อง”

รู้ไหมว่าเราก็ตะโกนกลับไปเกือบในทันทีว่า "ไม่ได้ค่ะ...ให้เลิกดำน้ำ..ตกงานชัดๆ" เราเลยบอกหมอไปว่า ถ้าหมอจะบอกให้เราเปลี่ยนอาชีพ..เราขอหลักฐานที่จับต้องได้มากกว่านี้ หาสาเหตให้เจอก่อนแล้วค่อยว่า กัน งานนี้หมอเลยกลายเป็นฝ่ายเครียดแทน ^^' หมอเจ้าของไข้(ซึ่งเป็นคุณหมอด้านสมอง) เลยตัดสินใจ ให้เรา Admit เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

3 วัน 2 คืนที่นอนในโรงพยาบาลครั้งนี้นับว่าคุ้มค่ะ ไปมันทุกแผนกทั้งหัวใจ ปอด หู คอ จมูก (เออ..เราเป็นภูมิแพ้ด้วยค่ะ) คงเพราะเราไม่ได้ใส่ใจกับการตรวจร่างกายอย่างจริงจังมาก่อน พอมาตรวจ จริงๆ...เหอ เหอ มากันเพียบ... เรียงไปเลยตั้งแต่ Echo Scan ดูว่าหัวใจปกติไหม (อันนี้เดี๋ยวจะเล่า แยกว่าทำไมมาหาหมอเรื่องไมเกรนแล้วต้องตรวจหัวใจ) ปรากฎว่าเสียงการปิดเปิดของลิ้นหัวใจและการ สูบฉีดเลือดมีแววว่าจะผิดปกติ หรือมีรูรั่วที่ผนังห้องบนซ้ายทะลุไปขวา (หมอเรียกว่า PFO-Patent Foramen Ovale) แต่ด้วยการทำ Ultra sound จากด้านนอกของร่างกายไม่สามารถฟันธงได้ว่ามี หรือไม่มี PFO ต้องตรวจด้วยการกลืนอุปกรณ์กำเนิดคลื่นลงไปในคอเพื่อให้ได้ผลตรวจที่แน่นอน หมอ บอกไม่เจ็บ กล้องไม่ใหญ่ มียาชา...เอ้า..เอาไงก็เอา...เพราะมาบอกให้สงสัยแล้วจะให้กลับบ้านไปเฉยๆ ได้ยังไงจริงไหม...เลยตกลงว่าจะทำในอีก 5 วันต่อมา (รอหมอหัวใจกลับจากพักร้อน T_T) ระหว่างนี้เรา ก็ถูกส่งตัวไปตรวจในแผนกอื่นๆ เพื่อหาความเป็นไปได้ในหลายๆด้าน เย็นนั้นก็ไปนอนเข้าเครื่องสแกน เนอร์ราคา 65 ล้าน O_o...หรูดีค่ะ มีขนมให้กินด้วย แต่เสียงดังกว่าเครื่องเรืออีกง่ะ

เช้าวันรุ่งขึ้นผลของการทำ MRA หรือการตรวจสมองด้วยคลื่นแม่ เหล็กก็กลับมา... หมอของเราเดินเข้า ห้องมาด้วยสีหน้ากึ่งโล่งใจกึ่ง กังวล คือหลอดเลือดและสมองของเราปกติ ไม่ได้โดนทำลายจากอา การของไมเกรนแต่อย่างใด แต่การสแกนกลับพบก้อนเนื้อขนาดประ มาณลูกเต๋าอยู่ในโพรงหลังจมูกที่เรียกว่า Nasopharynx ซึ่งเจ้า ก้อนนี้สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งได้ค่ะ...T_T แต่หมอก็ยิ้มแล้ว ปลอบว่าไม่เป็นไรมะเร็งชนิดนี้ตรวจพบเร็ว จะรักษาได้หายขาดแล้ว ตอนนี้หน้าตาเจ้าก้อนลูกเต๋ามันก็ดูไม่โหดร้าย ยังไม่ต้องทำอะไร แต่ อยากให้กลับมา mornitor ทุกๆปี หากขนาดเปลี่ยนหน้าตาโหด ก็ต้องตัดออกมาดู
เอาเป็นว่าเป็นโครงการระยะยาว ไม่ตอบโจทย์ที่ถามไป...ละไว้ก่อน

บอกตรงๆตอนนั้นไม่กลัวเรื่องมะเร็งเลย...กลัวไม่ได้ดำน้ำอย่างเดียว

วันต่อมา เราถูกส่งไปหาหมอ หู คอ จมูก เพราะจริงๆแล้วเรามีอาการภูมิแพ้ที่เรื้อรังมานาน ซึ่งปฏิเสธ ไม่ได้ว่านี่น่าจะเป็นอุปสรรคในการดำน้ำไม่น้อย หมอดูจมูกเสร็จยังถามเลยว่าสภาพจมูกคุณ"เยิน" ขนาด นี้ยังดำน้ำได้อีกหรือ ^^' สรุปหมอหู คอ จมูก ฟันธงว่าอาการหน้ามืดวิงเวียนของเราน่าจะเป็น อาการของ Barotrauma อย่างหนึ่งที่เรียกว่า Vertigo (มีอาการวิงเวียน เมื่อเปลี่ยนความลึก) เนื่องจากว่าหูทั้ง สองข้างของเราไม่สามารถ equalize ได้อย่างที่มันควรจะเป็น คือไงล่ะมัน equalize แรงดันได้ไม่ พร้อมกันค่ะ และต้องทำแรง ทำให้เกิดความผิดปกติกับกระดูกในช่องหู ส่งผลให้แรงดันและน้ำในหูมัน รวนทำให้มีอาการของ Vertigo (เกิดมาเพิ่งรู้ว่ามีการตรวจหูแบบ ที่อัดแรงดันเข้าไปในหู แล้วให้เราลอง clear หูด้วย...แปลกดี) แต่ในใจเราก็ยังไม่ clear นะ เพราะแค่ vertigo ก็ไม่น่ารุนแรงจนตามองไม่ เห็นและเกิดบ่อย...ก็ตั้งคำถามไว้ก่อน...คงต้องรอผลหัวใจอีกที

แต่ยังไงสภาพโพรงจมูกและหูแบบนี้ หมอหู คอ จมูกก็แนะนำว่าควรงดการดำน้ำ...อีกคน...T_T

เฮ้อ...สรุปว่าตอนนี้มีแต่คำถามที่ไม่ได้คำตอบ อีกสามวันต่อมาก็ถึงวัน D-Day ที่ต้องกลืนกล้อง จริงๆ แล้วหมอสมองก็บอก fact เรามาอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าจะตรวจพบว่าเรามี PFO ในหัวใจ แต่การแพทย์ ปัจจุบันไม่มีที่ไหนการันตีก็ปิดรูรั่วนี้ได้...เท่ากับว่านี่เป็นการตรวจเพื่อให้รู้เท่านั้น แต่จะไม่มีทางแก้ไขได้ ...well กรรม แต่เอาเถอะด้วยความอยากรู้ล้วนๆ กลืนก็กลืน

เราอดน้ำอาหารมาก่อนหน้านันคืนหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่อ๊อกตอนยัดกล้องลงไป ตอนตรวจคุณหมอหัวใจพร้อม ทีมพยาบาลเอาเราเข้าห้อง CCU ...เหอ เหอ ใช่แล้ว CCU นั่นล่ะ ประหลาดที่สุดเดินเข้าไปดื้อๆ อาการก็ดูสบายดีทุกอย่าง แต่มีหมอกับพยาบาลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รุมอยู่ห้องเล็กๆของเราประมาณ 10 ชีวิต เพราะต้องมีการฉีดฟองอากาศเข้าหัวใจด้วย(ตอน 3 จะมีบอกละเอียด) ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคะ อันตรายใช้ได้ ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน...ซึ่งเราก็เห็นด้วย ^^'

เปลี่ยนชุดเสร็จ ก็เดินมึนๆ(เพราะหิวข้าว)เข้าไปนั่ง พยาบาลก็มาหยอดยาชาซึ่งเป็นเจลรสเชอรี่บีบลงคอ กลืนไป 4 ขวดเท่ายาหยอดตา คอก็ชาสนิท หันไปนอนมองกล้องที่ตัวเองต้องกลืน... ขนาดมันก็สาย Low pressure ที่มีหัวต่อ BCD ติดเอาไว้ดีๆนี่เอง... อยากวิ่งหนีกลับบ้านก็ตอนนี้ล่ะ เพราะหลงผิดจินต นาการเอาเองว่ามันน่าจะเป็นสาย fiber optic เล็กๆ เพราะถามหมอแล้ว ว่ากล้องใหญ่ไหม? หมอตอบว่า ขนาดประมาณ"ตะเกียบ" แต่ที่เห็นนี่มัน size ตะเกียบทอดปาท่องโก๋ชัดๆ!!

และวินาทีสยองก็มาถึง หมอสั่งให้นอนตะแคง จู่ๆก็มีพยาบาลห้าคนกดเราทั้งตัว จนต้องบอกให้พี่ๆปล่อย เพราะพี่นี่ล่ะทำหนู panic แล้วคุณหมอก็ให้เราคาบท่อสั้นๆหน้าตาเหมือน mouse piece แล้วค่อยๆ ใส่กล้องลงไปในหลอดอาหาร ทุลักทุเลอยู่อึดใจ พอกล้องพ้นบริเวณโคนลิ้นเราก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เพราะ บริเวณต่อจากนั้นมันไม่มีเส้นประสาท ไม่เจ็บนะยืนยันนอนยัน แต่ feeling แย่เป็นบ้า ใครนึกไม่ออกลอง หันไปมองสาย reg ดูจะเข้าใจ

ไม่ถึง 5 นาทีคำตอบชี้ชะตาก็ปรากฎ...ฟองอากาศเล็กๆไหลทะลุจากผนังห้องขวาบนไปห้องซ้ายตามคาด PFO ในหัวใจเรามีขนาดไม่ใหญ่ หมอสรุปว่าไม่ใช่สาเหตุของอาการหน้ามืดแน่นอน แต่มีความจริงที่ ปฏิเสธไม่ได้เพิ่มมาคือ เราจะมีความเสี่ยงในการดำน้ำมากกว่าชาวบ้าน เพราะในกรณีที่เราเป็น DCS หรือติด D-com ฟองอากาศอาจไหลไปถึงสมองได้ (ตอน 3 จะมีบอกละเอียดค่ะ)

ที่นี้หมอ สามแผนกก็ลงความเห็นกันว่า เอาจริงๆถ้าอยากกลับไปดำน้ำ เราต้องพยายามตัดความผิดปกติที่ี่ พอจะทำได้ในร่้างกายออกไปทีละอย่าง หนึ่งโรคภูมิแพ้ต้องรักษาอย่างจริงจัง สองเราไม่ควรดำลึก(ไม่รู้ เกี่ยวยังไง...) และ ต้องปรับ mode dive computer ให้อยู่ใน mode conservative

อืม...ไม่ค่อย clear เท่าไหร่ เพราะสรุปก็ไม่มีใครตอบได้แน่ชัดว่าอาการหน้ามืดของเราเกิดได้ยังไง จะเป็นอีกไหม ออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ตัดสินใจหา 2nd opinion เราเลยตัดสินใจหอบผลการตรวจ ทั้งหมด วิ่งไปโรงพยาบาลเกียรติอาภากรณ์ที่สัตหีบ เพื่อไปปรึกษาคุณหมอเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ ใต้น้ำ หลายๆคนคงงงว่าแล้วทำไมไม่ไปตั้งแต่แรก.. ก็ตอนแรกคิดแค่ไปรักษาไมเกรนไง แต่ก็ดีนะ เพราะโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯอุปกรณ์พร้อมกว่า สบายกว่าแน่ล่ะ ตรวจครบแล้วเราก็แบกคำถามเต็มหัว มุ่งสู่สัตหีบ....

(ต่อตอน 2 นะคะ)

ปลาเล็ก
10-06-08






HOME
Free Download
Learn SCUBA
Panda's Guide
Photo Board
Shopping
 


PandaDumnam.com Limited Partnership

129/602 Soi Saima, Rattanathibeth Rd., A.Muang, Nonthaburi
ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด: 0127334701936 / ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กโทรนิค: 12711470925