Contact | Web Links | Banner Exchange
 

Best view by Internet Explorer
Font size: Medium
















 
-- คุยกับคุณหมอทหารเรือ ในวันฟ้าใส ทะเลสวย

-------ราไปถึงโรงพยาบาลตอนบ่ายสองอากาศดี ทะเลสวยเชียว ^^ น่าลงมากๆ แผนกเวชศาสตร์ใต้น้ำและ การบินของโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์อยู่สุดตึกหน้าเลยค่ะ โรงพยาบาลสะอาดบรรยากาศดีมากมายลมทะ เลโชยมาเย็นๆเป็นกำลังใจ เพราะถ้าคุณหมอที่นี่ยืนยันคำเดิมว่าเราดำน้ำไม่ได้อีกล่ะก็...แย่แน่ๆ

พอไปถึงก็เข้าไปพบคุณหมอในห้อง โดนคุณหมอถามคำถามหลายอย่าง ที่หมอทั่วไปที่โรงพยาบาลในกรุงเทพ ไม่ได้ถามเราเช่น อาการเกิดที่ความลึกเท่าไหร่ ดำไปนานหรือยัง เป็นตอนขึ้นหรือลง เป็นที่ไหนบ้าง ลงซ้ำที่เดิมเป็นไหม ตอนเป็นกำลังทำอะไรอยู่ เป็นต้น

แล้วคุณหมอก็รีวิวผลตรวจต่างๆที่เราขอ copy ไปจากโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯอย่างละเอียด แล้วก็ให้เราเล่า เหตุการณ์ตอนเกิดอาการอย่างละเอียดเท่าที่จำได้ เท่าที่นึกออก...อะไรก็ได้เล่ามาให้หมด

ทบทวนเท่าที่จำได้ก็คืออาการมักจะเริ่มตอนที่เราลงไปข้างล่างปรับความลึกเรียบร้อย แล้วจู่ๆเราก็จะรู้สึก เหมือนมีใครจับเราหมุนติ้วซักพักตาก็เริ่มมองไม่เห็น แต่ fact หนึ่งก็คือ เราไม่รู้จริงๆว่าเราหน้ามืด หรือเรา หลับตา เคยเป็นไหมคะเวียนหัวนานมากๆจนรู้สึกเหมือนตัวเองหลับไปแล้ว... สิ่งเดียวที่เรายึดเอาไว้ไม่ให้ตัว เองหลับตอนนั้นคือ เสียงหายใจ 2-3 ครั้งแรกที่เป็นเราจำได้ว่าหายใจแรงๆ 3 ครั้งอาการ ก็ทุเลาและหายไป ดำน้ำต่อได้สบายใจหลังๆเริ่มเพิ่มเป็น 5 ทีอาการหายไป จนล่าสุดเราหายใจเป็น 10 ทีเลยลองลืมตามามันก็ยัง ไม่หาย

คิดในใจว่า..ซวยล่ะ ถ้าหลับตายแน่ๆ แต่แล้วอาการก็หายไป

คุณหมอฟังจบถามคำถามที่แปลกมากๆ 1 ข้อคือ เรารู้สึกเหมือนเราตัวหมุนหรือว่าสภาพแวดล้อมเราหมุน อืม.. ไม่เหมือนกัน เราตอบไปว่าเราเห็นแนวปะการังกับน้ำรอบๆตัวหมุน คุณหมอก็ถามต่อว่าแล้วระหว่าง เวียนหัวเรา ขยับตัวไม่ได้หรือจงใจไม่อยากขยับตัว เราก็ตอบว่าเราไม่อยากขยับเพราะกลัวอาเจียน (มันไม่อยากขยับด้วย แหล่ะ)

จากประเด็นข้างต้นคุณหมอบอกว่าการที่เรายังขยับตัวได้นับว่าดี ตัดความเป็นไปได้ของลมชักได้ เพราะมันมี ค่ะคนที่เป็นลมชักแบบเฉียบพลัน(ชักแล้วนิ่งด้วย)และไม่รู้ตัวว่าเป็น ซึ่งหากเป็น case นี้ก็จะอันตรายมากได้ เลิกดำน้ำแน่ๆ

แล้วคุณหมอก็ลองให้เราหายใจเหมือนเวลาดำน้ำให้ดูแล้วก็ฟังปอด ดูผลการตรวจหูและปอดที่ได้ไปจากกรุง เทพแล้วได้ข้อสรุปเหมือนคุณหมอหู-คอ-จมูกที่กรุงเทพฯค่ะ ว่าสิ่งที่เราเป็นมันคืออาการ Barotrauma-vertigo แต่ไม่ธรรมดาตรงที่...

เราเป็น vertigo ที่บวกอาการ silent panic เข้าไปด้วย...ฟังตอนแรกแทบไม่เชื่อ ดำน้ำมาจะ 1000 dives จะมาเป็น silent panic เนี่ยนะ คุณหมอเลยถามกลับมาคำหนึ่ง

"ตอนเวียนหัวคุณนับลมหายใจทำไม?"

เออ...แฮะ นับทำไม?เรานับเพื่อบอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันจะหายไป แรกๆนับได้ 3 ครั้ง พอครั้งหลังๆ เฮ้ย 3 ครั้งไม่หายมันก็กลัวสิกลัวโดยไม่รู้ตัว พอหลายๆครั้งเราก็ยิ่ง panic มันเลยไม่หายเวียนหัวซะที

ส่วนอาการของ Barotrauma นั้นเกิดจากปัจจัยหลายอย่างค่ะ
1. เราเป็นไมเกรน --> ปวดหัว --> นอนหลับไม่สนิท --> ร่างกายไม่พร้อมดำน้ำ

2.เนื่องจากเสมหะและน้ำมูกจากการเป็นภูมิแพ้ มีส่วนทำให้เรา equalize หูได้ยาก เมื่อฝืน หรือต่อให้ clear ได้ แรงดันในช่องหูด้านนอกกับชั้นกลางจะไม่เท่ากัน ส่งผลให้กระดูกทั้ง 3 ชิ้น (ค้อน,ทั่ง,โกลน) เกิดการบิดตัว และส่งผลไปถึงหูชั้นในที่ตอบสนองต่อการทรงตัว ทำให้เกิดอาการที่เข้าใจง่ายๆคือ "น้ำใน หูไม่เท่ากัน" นั่นเอง
3. พอหูไปกระตุ้นอาการเวียนศีรษะใต้น้ำ เราจะหายได้ยากกว่าบนบกค่ะ เพราะเท้าเราจะไม่แตะพื้น
4.อันนี้สำคัญ
จากการประเมิณเรามักจะมีอาการ แบบนี้ใน dive site ที่โล่งๆ ลงบ่อยๆ สรุปได้ว่าไม่มีอะไรน่า ตื่นเต้น(คงจริงเพราะไม่เคยเป็นตอนลงเรือจมเลย) พอเบื่อๆเราก็เลยเผลอไป focus กับการหาย ใจพยายามหาย ใจยาวๆประหยัดอากาศ มันก็เลยเผลอแอบกั๊กอากาศโดยไม่รู้ตัว แบบหายใจเข้าแล้วกลั้น หายใจไปแป๊ปนึงแล้ว ค่อยหายใจออกไง...หลายคนคงเคยทำ
การทำแบบนี้ปอดจะได้ Oxygen ไม่ได้จังหวะพอดีกับการบีบตัวของมัน คุณหมอบอกว่าก็เหมือนเวลาเราสูบ ลมยางรถจักรยาน แล้วกดลมลงไปทั้งๆที่กระบอกสูบยังไม่มีแรงอัดพอนั่นล่ะ สูบไปก็่ได้ลมไม่พอ
สมองได้ Oxegen ไม่เพียงพอ เราก็ยิ่งเวียนหัวหาย

คุณหมอให้คำแนะนำมาอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก...การดำน้ำที่ดีเราไม่ควรรู้สึกถึงการหายใจ ไม่ได้ลงไปทำสมาธิ จะได้นับลมหายใจเข้า-ออก T_T
สรุปว่าถ้าอยากดำน้ำจริงๆก็ดำได้ แต่ต้องรักษาอาการไมเกรนและโพรงจมูกให้โล่ง และปรับวิธีการดำน้ำดังนี้
1.เราต้องลงช้ากว่าที่เคยเป็น clear หูเบาๆ บ่อยๆกว่าปกติ ท่าลงก็สำคัญ การลงโดยให้ร่างกายอยู่ในท่านอน จะลดอาการหลงทิศได้ดีกว่าการปักหัวลง หรือเอาเท้าลง
2.เมื่อเกิดอาการ เราต้องไม่หลับตา เพราะตาเป็นอุปกรณ์ในการวัดทิศทาง และการทรงตัวอย่างแรงของ มนุษย์ ยิ่งหลับตาร่างกายจะปรับตัวได้ยากขึ้น ดังนั้นเมื่อเริ่มมีอาการ ให้ลืมตา จ้องอะไรที่เป็นของซึ่งมองเห็นชัดๆเอา ง่ายๆ ยกมือขึ้นมาแล้วพยายาม focus มือตัวเอง หรือดู dive com ก็ได้ ลองมาแล้วหาย เร็วขึ้นจริงๆ
3.หายใจแบบสบายๆ ไม่ต้องหวงอากาศ หมดก็หมด
4.ที่สำคัญเมื่อเกิดอาการ อย่าพยายามตีขาขยับตัวเพราะอันตรายจากการเปลี่ยนความลึกอย่างเร็วนั้น น่ากลัว กว่ามากนัก
5.ใจเย็นๆ อย่าตระหนก และหมอย้ำมาว่า "คุณต้องมี buddy ที่รู้อาการคุณนะ buddy ที่ไม่หายน่ะ" (เหอ เหอ... เหมือนรู้) นั่นหมายถึงไม่นับการดำน้ำกับคนที่ skill ไม่พอที่จะช่วยเราได้ด้วย

สังเกตุว่า PFO(รูรั่วที่ผนังหัวใจ) ไม่ใช่ประเด็นเลย...(แต่สำคัญนะมองข้ามไม่ได้ เดี๋ยวเล่าทีหลัง)

นับว่าคุ้มที่ขับรถไปค่ะ เพราะได้รู้อะไรมากขึ้นอีกเยอะ คุณหมอไม่ได้มองว่าอาการนี้เป็นปัญหาใหญ่จนทำให้ เราไม่สามารถดำน้ำได้ แต่เราต้องปรับตัวปรับการดำน้ำและเข้าใจอาการ ส่วนเรื่องของ PFO ถ้าดำน้ำให้ดีไม่ ประมาท ไม่ติด D-Com แล้วล่ะก็ PFO ก็ไม่ใช่ปัญหาค่ะ

เฮ้อ...สรุปว่าปลาเล็กก็ลิงโลดดำน้ำได้เหมือนเดิม ดีกว่าเดิมหน่อยตรงที่คราวนี้ buddy คงไม่ ว่ายหนีเราแล้ว^^

ตอนหน้าจะสาธยายเรื่องของ PFO ซึ่งเปรียบเสมือนแดยสนทยาที่หมอหลายแขนงพยายามศึกษา และมีสถิติ ในเรื่องของ PFO และการดำน้ำออกมามากมาย น่าสนใจและไม่น่ามองข้ามค่ะ

ปลาเล็ก
10-06-08






HOME
Free Download
Learn SCUBA
Panda's Guide
Photo Board
Shopping
 


PandaDumnam.com Limited Partnership

129/602 Soi Saima, Rattanathibeth Rd., A.Muang, Nonthaburi
ทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด: 0127334701936 / ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กโทรนิค: 12711470925