|
------เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ดำน้ำของผมอีกครั้งหนึ่งที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้
เนื่องจาก การดำน้ำครั้งนี้มันเป็น การดำน้ำเข้าถ้ำแบบจริงๆครั้งแรกในชีวิตผม
แล้วก็เกือบจะเป็นครั้งสุดท้ายของ ผมแล้วด้วย...ผมเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั้นแล้วจริงๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่เกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่
เป็นเกาะที่นักดำน้ำหลายๆคนพอได้ยินชื่อก็อาจจะคุ้นหูและ เคยไปดำกัน
(ผมขอไม่เอ่ยชื่อเกาะนะครับ เผื่อกันไม่ให้ใครบางคนเกิดคึกคะนองแล้วเข้าไปด้วยตัวเอง
เพราะคุณมี โอกาสที่จะไม่ได้ออกมามากกว่าโอกาสที่จะได้ออกมา)...
สำหรับผมทริปอันดามันใต้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผม จะว่า ไปผมก็เคยไปดำน้ำที่เหลาเหลียงแล้วก็หินม่วงหินแดงมา
ครั้งนึงแต่คราวนั้นเป็นการไปนอนเกาะ ไม่ใช่นอนบนเรือ แบบนี้ นี่เป็นทริปแรกที่ผมได้มีโอกาสดำน้ำบริเวณจังหวัดกระบี่
ในบริเวณนี้เกาะต่างๆจะเป็นลักษณะเกาะหินปูน ตั้งตระหง่านขึ้นมาแล้วก็มีถ้ำมีโพรงมากมาย
เกาะแห่งนี้ก็เช่นกัน เกาะนี้เป็นเกาะที่มีถ้ำมีโพรง แล้วหนึ่งในโพรง
นั้นก็มีถ้ำนึงที่เป็นที่เล่าขานกันมาของครูดำน้ำที่นำเรือพาผมมาดำน้ำครั้งนี้
ครูท่านนี้เล่าว่าที่เกาะแห่งนี้
สมัยก่อนเค้าเคยมุดเข้าไปในถ้ำๆหนึ่งที่อยู่ติดกับพื้นทราย ทางเข้าไปค่อนข้างลึก
และแคบมาก ตอนนั้นเค้าเข้าไปพร้อมกับนักดำน้ำต่างชาติสองคน ซึ่งสองคนนี้เป็นผู้ชำนาญในการดำถ้ำอุปกรณ์
ครบมือ แล้วก็เรื่อง safety ค่อนค้างแม่น เค้าเข้าไปสองคนถือ search
line(เชือกที่เอาไว้นำทาง) เข้าไปทั้งคู่ ปิดหัวปิดท้าย เข้าไปจนถึงจุดที่มีหน้าตาคล้ายวงเวียนให้กลับตัว
เค้าก็ตกลงกันว่าให้หันหัวออกเนื่องจากมีช่องเล็ก ช่องน้อยอีกแต่ดูแล้วอันตรายเกินกว่าจะเข้าไปแล้วอีกอย่างคือเชือกที่ปล่อยไปนั้นเกือบจะหมดรอกแล้วด้วย....
ผม เชื่อว่าที่ครูเล่าให้ฟังนั้น คงไม่ได้คิดเลยว่าจะมีใครเข้าไป
คงเล่าไว้ให้ฟังว่าถ้ำนั้นมันอันตราย ถ้าเจอก็อย่าเข้าไปเลย!!
แต่แล้ว..พี่คนหนึ่งที่ไปด้วยกันเกิดสนใจ
เค้าชื่ออ๊อด.... พี่เค้าพยายามถามรายละเอียดจากครูให้ได้มากที่สุดแล้วก็
บอกครูว่า เค้าจะเข้าไปดูซักหน่อย...จริงๆผมฟังตอนนั้นก็รู้สึกสนใจนิดๆ
แต่ก็ยังกลัวๆอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะฟังดู แล้วอันตรายเหมือนกัน
แล้วอีกอย่างคือไม่เคยดำถ้ำและไม่เคยเรียนเกี่ยวกับการดำถ้ำมาก่อนเลย
แต่วันนั้นใจผม ก็อยากเข้าแล้วก็พี่ที่ไปด้วยก็ชวน ให้เข้าไปด้วยกัน...
ผมเข้าใจว่าเค้าก็อยากจะให้มีใครเข้าไปด้วยซักคน เพื่อความ ปลอดภัยเหมือนกันแต่ตัวผมนั้นบอกตรงๆ
ว่าไม่แน่ใจเลยว่าเข้าไปแล้วจะเกิดอาการ panic ขึ้นรึเปล่า หรือว่าพี่คน
ที่จะเข้าไปนั้นผมจะไว้ใจและฝากชีวิตไว้ที่เค้าได้แค่ไหน
อีกอย่าง...ครูเค้าเล่าว่าถ้ำนี้เค้าเคยได้ยินว่ามีฝรั่งมาดำน้ำบริเวณนี้แล้วหายไปคนเดียว
ไม่รู้หายไปไหน...หลายๆคน เค้าก็สงสัย ว่าจะเข้าไปในถ้ำนี้แหละแล้วอาจจะไม่ได้ออกมา
พอได้ยินดังนี้ พี่อ๊อดก็บอกว่า
"งั๊นเราเข้าไปก็อาจจะเจอ...นะสิ
-_-' "
"ก็อาจจะนะพี่แต่เอาเป็นว่า ถ้าเจออะไรที่เคยเป็นคนมาก่อน พี่ก็บอกให้ผมหยุดแล้วตั้งสติก่อนก็แล้วกัน
อย่า แบบว่า จู่ๆก็เอามาโชว์ให้ดูละกัน เดี๋ยวเกิดตกใจช๊อคไปจะยุ่ง"
ผมบอกพี่อ๊อด
ตื่นเช้ามา ครูถามผมอีกครั้งในตอนเช้าว่า
"เอ้จะเข้าถ้ำไปด้วยใช่มั๊ย"...ผมนิ่งคิดอยู่ซักพักแล้วก็ตอบไปว่า
"ครับคงเข้าไปกับพี่อ๊อด"
ใจคืออยากเข้าด้วยแล้วอีกอย่างคือก็ถือว่าเข้าไปเป็น safety ให้พี่เค้าด้วย
เพราะถ้าผมไม่เข้า ครูอาจจะเห็นว่า ถ้าเข้าไปคน เดียวอาจจะเสี่ยงเกินไปแล้วไม่ยอมให้พี่เค้าเข้าไปก็ได้....อ่อ
อีกอย่างที่คิดได้ตอนนั้นคือ ถ้ำนี้ถ้ามากับคน อื่นที่ไม่สนิท หรือไม่รู้ฝีมือกันขนาดนี้ผมก็คงไม่กล้าเข้าอยู่ดี
คราวนี้ผมรู้ว่าพี่อ๊อดเป็นยังไงรู้ว่าไว้ใจได้แค่ไหน ก็เลยตัดสินใจว่าโอเค..เข้าก็เข้า
ผมกับพี่อ๊อดตกลงกันว่าจะเข้าไปถึงแค่จุดที่ครูบอกเท่านั้น คงไม่ไปเกินกว่านั้น
เพราะฟังดูแล้วอันตรายเกินไป ก็ตกลงกันตาม นี้...
|
|
อุปกรณ์เสริมคร่าวๆที่เราสองคนจะเอาลงไป
|
แล้วเรือก็วิ่งมาจอดตรงจุดที่จะลงกัน...กลุ่มอื่นๆจะลงที่ท้ายเรือนี่แหละ
แต่ผมกับพี่อ๊อดและพี่ๆคนอื่นๆที่ดำน้ำกลุ่ม เดียวกันจะขึ้นเรือยาง(ดิงกี้)ไปลงหน้าถ้ำเลยเพื่อไม่ให้เปลืองอากาศ
แล้วคนอื่นๆก็จะไปส่งที่ปากทางเข้าถ้ำด้วย จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการเตรียมตัว
พี่เค้าก็จัดการเตรียมเชือกเตรียมของเข้าถ้ำ เตรียมถังสำรอง เตรียม
อุปกรณ์ต่างๆ ส่วนผมก็เตรียมตัว-เตรียมใจ^^' แล้วก็เตรียมกล้องเพื่อเข้าไปบันทึกภาพและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ข้างในนั้น จากนั้นพวกเราก็แต่งตัว... แทงค์สำรองที่จะเอาลงไป...เพื่อกันใครซักคนมาหยิบไป
นักดำน้ำที่จะมาหยิบ ไปคงบ้าน่าดู..แค่เห็นชุดดำน้ำวางอยู่หน้าถ้ำก็ไม่น่าหยิบขึ้นมาแล้ว
แต่เอาเถอะเพื่อกันสิ่งไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น พวกเรา ก็ตัดสินใจเขียนป้ายติดอุปกรณ์ไว้ด้วยว่า
"safety tank. Don't move"
เวลาแห่งการผจญภัยก็เริ่มขึ้น พวกเราปีนลงดิงกี้แล้วก็นั่งดิงกี้ไปราวๆ
200เมตร เพื่อทิ้งตัวลงสู่ผิวน้ำบริเวณหน้า ถ้ำ....ตูม ตูม ตูม ทุกคนลงน้ำกันเรียบร้อยด้วยการหงายหลังลงจากดิงกี้
(อารมณ์เหมือนหน่วยซีลกำลังจะลงไป ปฏิบัติการลับอะไรซักอย่างเลยแฮะ)
พวกเราทุกคนมุ่งหน้าสู่ปากถ้ำเป้าหมายทันดี พี่ๆที่ตามมาส่งสามคนรออยู่หน้า
ปากถ้ำ ส่วนพี่อ๊อดก็เริ่มหาที่วาง ถังอากาศสำรองแล้วผูกเชือกนำทาง
โดยเค้าจะทำการผูกปลายนึงไว้ที่ปากถ้ำแล้ว ถือรอกเข้าไปแล้วปล่อยเชือกไปตามทาง
เพื่อใช้เป็นเส้นนำทางตอนออก ผมหันมามองพี่ๆที่ตามมาส่งพร้อมให้เค้า
ถ่ายรูปไว้ก่อนเข้าถ้ำ (เหมือนกำลังจะเข้าสมรภูมิรบ ยังไงไม่รู้แฮะ)...
และแล้วการเดินทางก็เริ่มขึ้นพี่อ๊อดมุดนำเข้าไปก่อนเลย แล้วผมก็รีบมุดตามเข้าไปช่วงแรกสภาพถ้ำจะไม่แคบมาก
พื้นข้างล่างเป็นพื้นทราย พอว่ายตีขาไปได้สบายๆระหว่างทางก็เจอปลา
เจอสิ่งมีชีวิตบางเหมือนกัน แต่พอเข้า ไปลึกๆ ปลาก็เริ่มจะไม่มีแล้วแต่พวกกุ้งก็ยังมีอยู่บ้าง
แต่กุ้งหลายๆตัวตาจะเป็นสีขาวๆขุ่นๆ เหมือนว่ามันจะตาบอด เพราะว่าในถ้ำไม่มีแสง
ตามันก็ อาจจะไม่ต้องใช้(เหมือนปลาตาบอดนั่นเอง)
ผมก็ว่ายตามเชือกไปเรื่อยๆหยุดถ่ายรูปบ้างเป็นระยะ
มีช่วงนึงก็ถ่ายวีดีโอคลิปไว้เหมือนกัน ผมว่ายตามอย่างห่างๆ เพราะเสียเวลากับการเก็บภาพอยู่บ้าง
บางช่วงของถ้ำก็มีทางแคบบาง บางจุดต้องคลานซอกเข้าไปบ้าง มีมุดขึ้นมุด
ลงเป็นระยะๆ บางจังหวะผมก็มองไม่เห็นพี่อ๊อดที่อยู่ข้างหน้า... มีเพียงเชือกเส้นขาวๆเส้นเดียวที่นำทางผมเข้าไป
ในถ้ำ ทุกอย่างมืดมิดสิ่งที่มองเห็นได้ก็มีแต่สิ่งที่แสงไฟจากไฟฉายของผมไปตกกระทบเท่านั้น
บรรยากาศดูน่ากลัว พอสมควร แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าการมุ่ง หน้าต่อไปดูจะเป็นทางที่ปลอดภัยกว่าการถอยหลังออกคนเดียว..
อย่างน้อย ข้างหน้าก็มีพี่อ๊อดอยู่
|
|
|
หินก้อนใหญ่ที่ห้อยลงมาจากเพดาน
|
ผมว่ายผ่านจุดหนึ่งที่มีหินก้อนใหญ่ห้อยลงมาจากเพดานถ้ำ...หน้าตาไม่ค่อยเหมือนหินย้อยเท่าไหร่
ผมก็เลยขอไม่ เรียกว่าหินย้อยแล้วกัน ผมกับพี่อ๊อดก็ว่ายผ่านตรงนั้นไปโดยไม่ทันคิดอะไร
ผมก็หยุดถ่ายรูปไว้ซักหน่อยนึงว่ายๆ มุดๆต่อไปอีกหน่อย เราก็ไปเจอกับโถงเล็กๆโถงหนึ่ง
ตอนที่ผมเข้าไปที่โถงนี้ผมเห็นพี่อ๊อดหยุดนิ่งรออยู่ก่อนแล้ว...
จู่ๆพี่อ๊อดก็หันมาแล้วทำหน้า จริงจังพร้อมส่งสัญญาณให้หยุด!!! เท่านั้นแหละ
ใจหายแว๊บเลย แอบคิดไปว่า
"เฮ้ย...เอาจริงเหรอเนี่ย เจอเข้าจริงๆเหรอ -_-' เอาแล้วไง"
|
พี่อ๊อดส่งสัญญาณให้ใจเย็นๆแล้วค่อยๆว่ายเข้ามา...
ตอน นั้นใจผมไม่อยากจะคิดเลยว่าที่เค้าเรียกให้ไปดูนั่นมัน
คืออะไรแล้วจะรูปร่างเป็นยังไง ผมก็ค่อยๆตั้งสติแล้ว ว่ายเค้าไปดูช้าๆ...ตรงที่พี่อ๊อดชี้มันเป็นฝุ่นคลุ้งๆขึ้นมา
มองไม่ค่อยเห็นอะไร ผมก็สงสัยว่ามันอะไรกันแน่เลย ค่อยๆเอามือปัดๆแล้วรอให้มันตกตะกอน...
ซักพักสิ่งที่ ผมเห็นก็ไม่ใช่อย่างที่คิด(ดีแล้วที่ไม่ใช่)
ผมเห็นปลาย เข็มขัดตะกั่วเส้นหนึ่ง |
|
ผมก็แอบงงๆว่าแล้วมันมาได้ยังไง
หรือว่าข้างใต้ทรายมีอะไร...ผมก็พยายามขุดๆปัดๆซักหน่อย ผมก็เห็นเข็มขัด
เกือบทั้งเส้น(แต่ไม่เห็นปลายอีกด้านนึง) บางส่วนของเข็มขัดก็จมอยู่ในทราย
ใจผมก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมั๊ง เพราะถ้า มีป่านนี้มันก็น่าจะเห็นอะไรบ้างแล้ว
ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้หน่อยแล้วก็ว่ายตามพี่อ๊อดไป (เพิ่งมารู้ตอนขึ้นมาบนบกแล้ว
ว่าพี่อ๊อดพยายามดึงแล้วแต่ดึงไม่ขึ้น) ตอนว่ายห่างมาจากเข็มขัดตะกั่วนั้นก็เริ่มเอะใจอะไรบางอยู่เหมือนกัน
ตรงที่ ตอนที่เอามือปัดๆทรายเพื่อจะดูเข็มขัดตะกั่วแล้วทำไมตอนนั้นไม่รู้สึกว่าถือสัมผัสกับทรายเลย....มันแปลกๆก็เลยลอง
จับทรายที่พื้นถ้ำอีกทีปรากฏว่าทรายนั้นมันนิ่มมากและฟุ้งมากๆ เริ่มสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้แฮะ
แต่ผมก็ยังคงว่าย ต่อไปข้างหน้า ตามเส้นเชือกเส้นเล็กๆนั้นเข้าไปเรื่อยๆ...
|
|
ปลายเข็มขัดตะกั่วที่จมอยู่ในทราย |
ผมว่ายไปถึงจุดที่เพดานถ้ำค่อนข้างสูง
แล้วผมก็แหงนหน้ามองดูเพดานถ้ำ แล้วผมก็เจอสิ่งแปลกๆที่ไม่น่าจะเข้ามา
อยู่ในถ้ำได้...มันคือถังใส่น้ำขนาด 20 ลิตรสองสามถัง อยู่บนเพดานถ้ำ
ผมก็งงๆว่ามันมาอยู่ได้ยังไง ใครเอามาใส่ไว้ แล้วเอามาใส่ไว้ทำไม
ผมก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้เอามาวิเคราะห์ดูต่อบนเรืออีกที ผมหยุดถ่ายรูปอยู่ซักพัก
พอหันกลับไป ข้างหน้า...พี่อ๊อดก็หายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เชือกเส้นนึงที่พุ่งตรงเข้าไปในโพรงที่อยู่ข้างหน้า
ผมก็จับเชือกเส้นเล็กๆนั้น แล้วก็มุ่งหน้าตามพี่อ๊อดเข้าไป...ว่ายไปได้แป๊บนึง
ผมก็เริ่มติด คือทางมันแคบมาก ไม่สามารถว่ายเข้าไปตรงๆได้ แต่เชือกมันพุ่งไปข้างหน้า
แสดงว่ามันก็ต้องเข้าไปได้สิ...ผมพยายามมองขึ้นมองลงหาช่องที่ใหญ่พอที่จะแทรกตัว
เข้าไปได้ช่องนั้นแคบแบบพอดีตัวเลยทีเดียว ลองนึกภาพรูปกุญแจนะครับ
มันจะมีช่องแคบๆอยู่แล้วมีรูกลมๆ... ซึ่งตอนแรกเชือกมันนำเข้าไปทางช่องแคบๆนั้น
แล้วผมก็ลากเชือกขึ้นๆลงๆจนเจอรูกลมๆที่ใหญ่พอให้ตัวเข้าไปได้ และแล้วผมก็หาช่องมุดตามพี่อ๊อดเข้าไปได้
|
|
ถังน้ำที่ติดอยู่ตรงเพดานถ้ำ |
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!!...จู่ๆทุกอย่างก็มืดไป....เอาละสินี่เราหน้ามืดหมดสติไปเหรอเนี่ย
งงมาก ไม่รู้ว่าเกิด อะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ถ้าเกิดหน้ามืดหรือเป็นลมหมดสติไปจริงๆเนี่ยเรื่องใหญ่แน่(เพราะตอนนี้อยู่ใต้น้ำ
แล้วอยู่ ในถ้ำที่ไม่มีใครเข้ามาด้วย ไม่ใช่จุดที่ใครๆจะมาเจอได้ง่ายๆ
ถ้าหมดสติไปจริงๆโอกาสตายค่อนข้างสูงเลยทีเดียว) ผมพยายามตั้งสติแล้วคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...แล้วจู่ๆผมก็เห็นแสงไฟเรืองๆแว๊บนึง
ผมก็รู้สึกว่ามันแปลกแฮะ ถ้าหน้ามืดหมดสิก็ไม่ควรจะมีสติให้คิดอะไรอยู่ตอนนี้ได้
แล้วที่สำคัญแสงเมื่อกี้มันคืออะไร...เท่าที่จำได้ ในมือผม ข้างนึงถือกล้องข้างนึงถือไฟฉาย
ผมก็เลยลองเอาไฟฉายในมือมาโบกไปโบกมาตรงหน้า...อืมมมม เราก็เห็นแสง
เรืองๆตามที่มือเราเคลื่อนไปแฮะแสดงว่าเราไม่ได้หน้ามืด แล้วมันอะไรกันละเนี่ย!!!....ตั้งสติหาคำตอบอยู่พักใหญ่
คำตอบที่ได้คือ ตะกอน..ตอนนี้เราจมอยู่ในตะกอนที่ขุ่นมาก ขุ่นถึงขนาดที่แสงผ่านแทบไม่ได้
ขุ่นขนาดที่ว่า ถ้าฉายไฟฉายไปข้างหน้า จะมองไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างมืดหมด...เห็นแต่ไฟตรงกระบอกไฟฉายแบบเป็นดวงๆ
สีน้ำตาลแดงเท่านั้น เหมือนเราหลับตาแล้วมีคนเอาไฟฉายแรงๆมาส่องน่ะ
เห็นแค่นั้นเอง เรื่องทัศนวิสัยในตอนนั้น น่ะเหรอ บอกยากมากผมว่าไม่น่าเกินสิบเซนเรียกได้ว่าไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ
ยอมรับเลยครับตอนนั้นกลัวมาก เพราะตัวก็ติดว่ายไปข้างหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังออกก็ไม่ได้ติดไปหมด
เหมือนถูกอัดอยู่ในกล่องยังไงอย่างงั๊นเลย แต่ในตอนนั้นผมกลับคิดว่าจะกลัวต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
สู้เอาเวลามานั่งคิดหาทางแก้ดีกว่า สิ่งแรกที่นึกขึ้นได้คือ อากาศเราเหลือเท่าไหร่ก็ด้วยความโชคดีอีกนั้นแหละครับ
dive computer ของผมสามารถดูอากาศที่เหลือได้ ด้วย(ตอนนั้นให้ควานหาเกจบอกอากาศคงอาจจะนานกว่าจะเจอ)
ผมยก dive com ขึ้นมาจอตรงหน้าเลย...อากาศ เหลือ 110 เวลาที่อยู่ได้ราวๆ
40นาที(อันนี้ dive com มันคำนวณให้จากอัตราการใช้อากาศ ของเราที่ความลึก
นั้นๆ) เฮ้อออ...เรามีเวลา 40 นาทีที่จะหาทางแก้สถานการณ์นี้ก่อนจะตาย
40 นาทีถือว่าเยอะพอสมควรสำหรับ ความคิดผมในตอนนั้น
สิ่งต่อมาที่ผมทำคือผมจัดการคว้าเชือกนำทางเส้นนั้นมาไว้กลางตัวโดยลอดระหว่างขาไป
แล้วให้มือทั้งสองข้าง เกี่ยวเชือกไว้ เนื่องจากว่าเชือกเส้นนี้คือเส้นนำชีวิตจริงๆ
ตอนนั้นชีวิตผมอยู่บนเชือกเส้นนั้นเส้นเดียวจริงๆ ถ้าเชือก เกิดขาดไปหรือหายไป
ผมก็คงต้องอยู่ตรงนั้นตลอดไปแน่ๆ ลองนึกภาพถ้าเราไปติดอยู่ในที่ๆเราไม่เคยไป
แล้วเส้น ทางต้องมุดต้องคลานมากมาย แต่เราหลับตาและอยู่ในสภาพเกือบไร้น้ำหนัก
มันแทบจะบอกอะไรไม่ได้เลยว่าทิศ ไหนคือทิศไหน พอผมจัดการกับเชือกเสร็จแล้ว
ก็มาถึงเรื่องต่อไปคือจะเอายังไงดี...ไปต่อ หรือถอยหลัง....ผม พยายามจะหาทางสื่อสารกับพี่อ๊อดให้ได้เพื่อจะบอกเค้าว่า
ผมติดอยู่ในสภาพที่ไม่โอเคอย่างรุนแรง แว๊บแรกที่คิดคือ กระตุกเชือก
เผื่อเค้าจะรู้สึกอะไรบ้าง แต่พอกำลังจะทำ ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า
เชือกมันอยู่กับรอก ซึ่งรอกนั้นเปิดฟรี ตลอด ดึงให้ตายพี่อ๊อดก็ไม่รู้สึก
จะเคาะแทงค์เพื่อส่งสัญญาณเสียงก็ไม่ได้ เพราะแคบมาก ไม่สามารถเอื้อมมือไปได้
ทุกอย่างติดไปหมด....โอเค การส่งสัญญาณบอกพี่อ๊อดถือว่าล้มเหลว ในใจตอนนั้น..ทางออกทางเดียวคือมุ่งไปข้าง
หน้า ตราบที่เชือกยังนำเราไป เราต้องไปข้างหน้า อีกอย่างคือในตอนนั้นคิดว่าการที่จะถอยหลังออกมาในสภาพนั้น
ถือว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
 |
ผมประเมินสถานการณ์แล้ว
เรามีเชือกนำทาง เรามีพี่อีกคนอยู่ข้าง หน้า เรามีไฟฉาย อากาศเหลืออยู่ได้ราวๆ
40 นาที เดินหน้าต่อไป น่าจะง่ายกว่าถอยหลัง....สุดท้าย ผมตัดสินใจลุยต่อไปข้างหน้า...
มือทั้งสองประคองเชือกอย่างระมัดระวัง เชือกจะหลุดออกจากมือ
ไม่ได้เด็ดขาด เพราะตอนนี้สายตาใช้การไม่ได้อีกต่อไป จะหลับ
ตาว่ายไปตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไร (อาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะจะได้ไม่
panic) การมุ่งหน้าต่อไปนั้น เป็นการสอดตัวเข้าไปในโพรงมาก
กว่าการว่ายน้ำ พูดง่ายๆคือคลานเข้าไปตามเชือกนั้นเอง คลานเข้า
ไปซักพัก ใจก็เริ่มคิดว่า แล้วเราจะออกไปยังไงล่ะเนี่ย ถ้ามันไม่มีที่
ให้กลับตัวนี่เราจะออกไปยังไง |
แต่ไหนๆเราก็มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมมาไกลเกินว่าจะถอยหลังกลับไปแล้ว(แนะ..แอบคิดเป็นคำคมจากในทีวีอีกนะ)
ลุยต่อไป....ไม่ต้องคิดอะไร ยังไงก็ให้เจอพี่อ๊อดก่อนค่อยว่ากัน
ข้างหน้าอาจจะมีทางออกก็ได้ ใครจะรู้
ผมจมอยู่ในความมืดพักใหญ่ เวลาตอนนั้นมันช่างนานเหลือเกิน
ไฟฉายที่เปิดไว้จะว่าไปก็ไม่รู้จะเปิดไว้ทำไม เพราะ ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นแสงอะไรอยู่ดี
ระหว่างทางนึกสนุกเลยกดชัตเตอร์ไปทีนึง แบบว่าอยู่รู้ว่ารูปมันจะออกมาเป็นยังไง
(ไว้เอารูปมาประกอบเรื่องให้ดู) ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่นานเหลือเกิน...เวลาชีวิตเหมือนเริ่มน้อยลงไปทุกทีทุกที
แต่จู่ๆผมก็เห็นดวงไฟเล็กๆตรงหน้า....นั้นคือไฟจากพี่อ๊อดนั่นเอง
ผมเห็นพี่เค้าในระยะประชิดมาก เค้าคาดไฟไว้ที่ หน้ากากดำน้ำ ตอนนั้นที่เห็นไฟผมก็เห็นโครงของหน้ากากดำน้ำด้วยเหมือนกัน
แต่ระยะที่เห็นนั้นรู้สึกจะราวๆไม่ถึง เมตร หน้าของผมจ่ออยู่กับพี่อ๊อด
ผมก็งงๆว่าทำไมจู่ๆเรามาหันหน้าชนกันได้ พี่อ๊อดกลับตัวได้ยังไง
ทางแคบ จะตาย(พี่เค้าบอกว่าตรงสุดทางที่มันตัน กว้างพอจะให้ลงไปนั่งคุกเข่าแล้วหันหลังกลับมาได้)
เราสองคนพยายาม สื่อสารกันด้วยมือ แต่ทุกอย่างเหมือนจะล้มเหลว เพราะเราไม่สามารถมองเห็นมือของอีกคนนึงได้
แม้จะเอาไฟฉาย ไปจ่อแล้วก็ตาม พี่อ๊อดส่งสัญญาณอะไรมาผมก็นิ่ง พี่อ๊อดเค้าเล่าทีหลังว่าเค้าพยายามส่งสัญญาณให้ออกไป
แต่ผมไม่เห็น แล้วตอนนั้นผมพยายามจะบอกเค้าว่าผมโอเคนะไม่ต้องห่วง
จนสุดท้ายเค้าเอามือมาจ่อที่หน้าผมพร้อม ทั้งเอาไฟมาต่อด้วย ผมเลยเห็นว่าเค้าบอกให้ออก...แต่...จะออกยังไงล่ะ
-_-' กลับตัวก็ไม่ได้ (ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ...เล่นมุขเพลงพี่เบิร์ดหน่อยนึง)
พี่อ๊อดพยายามจะแทรกตัวเพื่อขอนำออกไป แต่ทางมันแคบเกินกว่าจะแทรกตัวไปได้
เรียกได้ว่าไม่มีทางเลยก็ว่าได้ เค้าทำได้แค่พยายามแทรกหัวมาที่ไหล่ผมเท่านั้นเอง....
สุดท้ายผมก็ตัดสินใจ ถอยหลังออก!!! มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราทั้งสองคนออกมาจากตรงนั้นได้
 |
|
ไม่เห็นอะไรเลย
ภาพที่ได้จากการถ่ายระหว่างจมอยู่ในตะกอนที่ฟุ้งขึ้นมา |
ลองนึกภาพดูสิครับถ้าคุณตาบอดแล้วเดินอยู่ในถ้ำที่ไม่รู้จักมาก่อน
คุณจะรู้สึกยังไง...แต่นี่อาจจะดูเลวร้ายกว่านั้น หน่อยตรงที่เวลามีจำกัดแล้วก็ไม่รู้ด้านไหนด้านบนหรือด้านล่าง...
เนื่องจากอยู่ในสภาพเกือบไร้น้ำหนัก (เพราะมีน้ำ พยุงตัวอยู่)และที่สำคัญถ้ำใต้น้ำ
มันเป็นโพรงที่จะชอนไชไปทางไหนก็ได้ แล้วทางที่เรามาก็มาจากทิศไหนมุม
ไหนก็ไม่รู้ ถ้าถ้ำบนบกเราก็สามารถจะไปได้แค่ทางที่มันเดินหรือปีนไปได้
แต่นี่...ไม่ใช่อย่างนั้น..มันเหมือนผมบิน เข้าไปติดอยู่ในซอกถ้ำมากกว่า......ด้วยเหตุนี้ทางเดียวที่จะรู้ว่าเรามาจากทางไหน
แล้วต้องออกไปทางหนีก็คง จะมีแต่เชือกเท่านั้นที่บอกผมได้... ผมเลยใช้วิธีคลำเชือกไล่ไปด้านหลังเพื่อให้รู้เส้นทางว่าเชือกวิ่งไปทางไหน
(แค่ ต้องคลำเชือกไปข้างหน้าก็ว่าสถานการณ์แย่แล้ว...นี่คลำถอยหลังอีกนะ-_-')
พอคลำหาทางได้แล้วผมก็ค่อยๆเอา ปลายฟิน(หรือที่หลายคนเรียกว่าตีนกบ)สอดไปตามช่องด้านหลัง..พอเจอช่องไหนที่กว้างพอจะถอยหลังไปได้้ผมก็
ใช้ฟินล๊อคผนังถ้ำไว้แล้วก็กระตกข้อเท้าเพื่อใช้ปลายฟินดึงตัวถอยหลังไป....
ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆเพราะทางมันแคบ มาก แล้วก็ไม่รู้จะไปทางไหนได้
เลยต้องใช้ปลายฟินหาทางออกให้(พี่อ๊อดบอกว่าตอนนั้นหลับตา ว่ายออกมาเลย
เพราะลืมตาหรือหลับตาก็เหมือนกัน หลับตาซะดีกว่า...จะได้ไม่กลัว
จะชนอะไรขูดอะไรยังไงก็ไม่ซีเรียสเท่าสถาน การณ์ในตอนนี้อีกแล้ว)
ในระหว่างนี้ก็ยังไม่วาย ในใจคิดว่าลองถ่ายรูปไว้ซักรูปดีมั๊ยเนี่ย...
อยากรู้ว่ามันจะออกมาเป็น ยังไง ตอนถ่ายไม่ได้เล็งนะแค่กดชัตเตอร์เลย
พอถ่ายเสร็จผมก็ค่อยๆคลายถอยหลังต่อไป ระหว่างที่ถอยออกมาก็ได้ ยินเสียงรอกของพี่อ๊อดไขตามมาดัง
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก....เนื่องจากรอกเป็นแบบที่มีสปริงล๊อคกันเชือกไหลออกมา
พอไขกลับก็เลยมีเสียง "แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก" ตลอดเลย แต่นั่นก็เป็นสิ่งเดียวในตอนนั้นที่ทำให้ผมรู้สึกดีว่าอย่างน้อยๆ
พี่อ๊อดก็ตามออกมา
การสื่อสารของเราสองคนในช่วงนั้นค่อนข้างจะลำบากมาก...สัญญาณเสียงตัดทิ้งไปได้เลย
เพราะทางแคบเกินกว่า จะเอื้อมมือไปเคาะถังอากาศ แล้วผมก็ไม่มีอะไรเป็นสิ่งกำเนิดเสียงเลย
สื่อสารด้วยแสง...ปกติเวลาดำน้ำตอนกลางคืน เราสามารถใช้แสงเป็นตัวส่งสัญญาณได้
โดยการลากแสงไปๆมาๆ เช่นลากเป็นวงกลมหมายถึง ok เป็นต้น แต่ในที่นี้
แสงไฟใช้งานไม่ได้ มันฉายออกไปไม่ถึงผู้รับสารแน่ๆ...และถ้าอยู่ใกล้ๆกันแสงมันก็ฟุ้งเกินว่าจะดูรู้เรื่อง
ทางสุดท้าย ที่คิดออก...สัญญาณมือก็เหมือนจะเป็นทางออกทางเดียว ซึ่งวิธีนี้การดำน้ำปกติก็ใช้กันอยู่แล้ว
แม้เวลาดำน้ำกลางคืน เราก็ใช้วิธีนี้สื่อสารกันได้โดยการเอาไฟฉายมาส่องที่มือแล้วทำสัญญาณมือ
แต่ในถ้ำนี่ตอนนี้ แม้จะเอาไฟฉายส่อง ที่มือก็มองไม่เห็น...ตอนนั้นเท่าที่ผมผ่านมานะครับ
มีสองวิธีเท่านั้นที่จะทำให้การสื่อสารกันด้วยสัญญาณมือสำเร็จ
ได้คือ
1. เอามือมาแปะอยู่ตรงหน้าของอีกคนนึงแล้วเอาไฟส่อง...ที่ว่าแปะนี่คือแปะจริงๆครับ
เนื่องจากทัศนวิสัยตอนนั้นเ ลวร้ายมาก
2. ใช้วิธีคลำมือของอีกฝ่ายนึง โดยก่อนสื่อสารอะไรกันก็เอามือไปสะกิดก่อน...
ซึ่งผมกับพี่อ๊อดใช้วิธีนี้ในการสื่อสาร กันบ่อยที่สุดในตอนนั้น
ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถจะตายได้จริงๆตลอดเวลา...
ถ้าพลาดอะไรเพียงนิดเดียวนั่น อาจหมายถึงชีวิตจริงๆ ในตอนนั้นไม่ทันคิดว่าถ้าเราตาย
พี่อีกคนอาจต้องตายไปด้วย (มันอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ทันคิด ถึงชีวิตคนอื่นขนาดนั้น^^')
ผมพยายามทำทุกอย่างอย่างระมัดระวัง เราจะพลาดอะไรไม่ได้เลย เพราะพลาด
เพียงนิดเดียวผลลัพธ์มันอาจจะรุนแรงถึงชีวิตได้.......และแล้วไฟฉายก็ค่อยๆหรี่แสงลงจนดับไป!!!
ตอนแรก นึกว่าเพราะมันแกว่งแล้วส่องไปทางอื่นก็เลยมืดไปเหมือนตอนแรกที่เจอปรากฏการณ์นี้
แต่พอยกไฟขึ้นมาตรงหน้า ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่แล้ว ไฟฉายดับไปจริงๆ:S
จะว่าไปก็ไม่รู้จะต่างกันมั๊ยระหว่างมีไฟฉายกับไม่มี เพราะถ้ามีไฟฉาย
จะเห็นทุกอย่างเป็นสีแดงๆ แต่ถ้าไม่มีไฟฉายทุกอย่างจะเป็นสีดำ...แต่โดยจิตใต้สำนึก...แม้จะเป็นสีแดงๆ
อย่างน้อย ก็ยังมีความสว่างพอที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้าง
แล้วพี่ที่ไปด้วยกันก็ตามมาพอดีก่อนจะเห็น ตัวก็ได้ยินเสียงรอกนำมาก่อนเลย
แม้จะไม่สามารถบอกทิศทางได้เพราะอยู่ในน้ำ (หูคนเราแยกทิศทางเสียงใต้น้ำ
ไม่ออก) แต่มันก็พอทำให้เรารู้ว่าเรายังมีสติอยู่ แล้วจู่ๆก็เห็นแสงไฟหรี่ๆค่อยๆใหญ่ขึ้น
ใหญ่ขึ้น อ่า!!! พี่เค้าตาม มาแล้ว พอดีกับที่ไฟฉายดับเลย ก็เลยพยายามจะส่งสัญญาณว่าไฟฉายดับไป
พยายามสื่อสารด้วยสัญญาณมืออยู่นาน พี่เค้าก็คลำๆ จับๆดูแล้วส่งสัญญาณกลับมาว่าให้ไปต่อ
ผมก็ด้วยอารมณ์ว่า รู้แล้วว่าต้องไปต่อ แต่ที่บอกว่าไฟฉายดับ ก็เพราะว่าเผื่อมีอีกอันให้ยืม...โอเค
โอเค ไปต่อก็ได้ -_-' (ตอนขึ้นมาคุยกันบนเรือพี่เค้าก็บอกว่า...ตอนนั้นอยาก
จะบอกว่า "ไฟฉายดับ?? ก็แล้วไงล่ะ ไปต่อดิ เดี๋ยวค่อยว่ากันT_T")
จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าเอาไฟฉายสำรองลงมาอีกอันนึงเหมือนกัน
ซึ่งจำได้ว่าแขวนเอาไว้ที่ไหล่ขวาคล้องไว้ด้วยห่วงเหล็ก ทันใดนั้นเองมือซ้ายก็รีบตบไปที่ไหล่ขวาทันที
แต่ถึงกับใจหายวาบเพราะว่าตบไปแล้วไม่เจออะไรเลย...เอาแล้วไง ไฟฉายตกหายไปไหน(แพงซะด้วยนะนั่น...^^'
ยังแอบคิดเรื่องเงินอีก) ผมหยุดนิ่งไปแป๊บนึง ราวๆสองสามวินาที เพื่อคิดว่ามันหายไปได้ยังไง
เราย้ายไปแขวนไว้ตรงไหนรึเปล่า สุดท้ายก็คิดได้ว่า มันไม่มีทางหลุดไปไหนเพราะมัน
เป็นห่วงเหล็ก แล้วเราก็ไม่ได้ย้ายที่แขวนด้วยมันต้องอยู่สิ เลยใช้วิธีคลำห่วงที่แขวนอย่างละเอียดอีกที!!
แล้วในที่สุด ก็เจอจนได้ เจอห่วงเหล็กที่แขวนอยู่ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆคลำไล่ไปตามเชือกของไฟฉาย
สุดท้ายก็เจอจนได้ ไฟฉาย รุ่นนี้มันลอยน้ำ ^^' มันเลยลอยอยู่เหนือไหล่ซะงั๊น
ตบที่ไหล่ตอนแรกเลยหาไม่เจอ -_-' พอเจอไฟฉายแล้วก็รีบเปิด ทันที
แต่ผลก็เหมือนเดิมครับ มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี จากนั้นก็ปลดไฟฉายจากไหล่มาคล้องที่มือ(อย่างระมัดระวัง
มากๆกลัวหลุดมือ) พอคล้องได้เรียบร้อยก็เริ่มทำการถอยหลังต่อไปเพื่อพยายามจะออกจากถ้ำนี้ให้ได้
ผมถอยออกมาเรื่อยๆซักพักใหญ่ๆ ผมก็รู้สึกว่าผนังถ้ำมันไม่แคบจนบีบตัวผมแล้ว
ดูเหมือนว่าทางจะกว้างขึ้น ผมก็ตัดสินใจ พยายามกลับตัวแล้วหันหัวไปทางออกให้ได้...จะว่าไปก็ไม่รู้หรอกว่าทางออกอยู่ไหน
แค่หันไปทิศทาง เดียวกับเชือกแค่นั้นเอง พอหันหัวได้ ก็ค่อยๆคลานออกมาบ้าง
ว่ายออกมาบ้าง แต่มือทั้งสองข้างก็ยังไม่ปล่อยเชือก จากมือทั้งสองข้างผมว่ายงมอยู่กับเชือกอยู่ซักพัก
จู่ๆก็เห็นมืออยู่ตรงหน้า(ตกใจนิดๆว่ามาได้ไง) มือที่ว่าก็คือมือของ
พี่อีกคนนั่นเอง เค้าเอาไฟฉายส่องมือเค้าแล้วเอามาแนบที่หน้ากากผม
สัญญาณมือที่เค้าใช้คือสัญญาณขึ้นสู่ผิวน้ำ (กำมือแล้วชูนิ้วโป้งขึ้นข้างบน)....ผมเห็นสัญญาณมือนี้ก็งงๆจะให้ขึ้นไปไหน
ก็เรายังติดอยู่ในถ้ำอยู่เลยนี่ ก็เลยคิด ไปว่าคงให้รีบออกไปแล้วขึ้นมั๊ง
ก็เลยพยายามเร่งสปีดในการคลำเชือกให้เร็วขึ้น แต่ทันใดนั้นเองพี่เค้าก็คว้าคอ
แทงค์ผมแล้วลากผมลอยขึ้นจากพื้นถ้ำทันที....ภาพที่เห็นคือ จากที่มองไม่เห็นอะไรเลย
จู่ๆทุกอย่างก็ใส่ปิ้งไม่มี ตะกอน ผมเห็นตะกอนมันลอยตัวเป็นชั้นอย่างชัดเจน
ข้างล่างขุ่นแบบมองเห็นได้ไม่เกิน10เซน แต่ข้างบนใส่แบบ ไม่มีตะกอน
มองไปได้สุดแสงไฟที่สาดออกไปเลยทีเดียว พอเห็นอย่างนี้ ผมก็ตัดสินใจลอยตัวขึ้นจากตะกอนนั้นทันที
เหมือนเครื่องบินที่บินขึ้นจากชั้นเมฆไม่มีผิด แต่เรื่องราวยังไม่จบเท่านั้น
เพราะว่าเชือกที่ผมถืออยู่ในมือ มันชี้ลงไป ในกลุ่มเมฆนั้นอยู่...นั่นก็หมายความว่า
ทางออกอยู่ข้างล่างนั่น ผมตัดสินใจว่ายอยู่เหนือชั้นเมฆสีแดงตามทิศทาง
เชือกไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เชือกบังคับให้ต้องมุดลงไปอีกครั้งนึง
แต่คราวนี้ตะกอนเริ่มกลายเป็นทรายละเอียดผสมกับ ฝุ่นแป้งสีแดงนั้นแล้ว
ทำให้ยังพอมองเห็นได้บ้างแบบลางๆ แต่แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้วครับ
ดีกว่าเมื่อกี้เยอะเลย ผมก็ตัดสินใจว่ายออกไปเรื่อยๆ ตะกอนก็เริ่มเปลี่ยนกลายเป็นตะกอนที่เป็นทรายละเอียดฟุ้งๆแทน
ในใจก็คิดว่ามาถึง ตรงนี้ยังไงก็รอดแล้ว ^^
ผมลืมคิดถึงเข็มขัดตะกั่วที่จมอยู่ในถ้ำไปสนิทเลย
ผมว่ายออกมาเรื่อยๆ พอออกมาได้ซักพัก ก็รู้สึกถึงกระแสน้ำที่ถูก
ดูดเข้ามาในถ้ำกระแสน้ำนั้นค่อนข้างแรง แรงจนว่ายสวนออกไปแทบไม่ได้เลยแต่น้ำมันก็ดูดเข้าดูดออกเป็นจังหวะ
ผมก็เลยนอนหมอบอยู่กับทรายรอจังหวะน้ำดูดออกแล้วก็รีบว่ายตามออกมาเลย...
ทำอย่างนี้อยู่ราวๆสองสามครั้ง ผมออกมาถึงปากถ้ำซะที........ตรงปากทางเข้าถ้ำนั้น
ผมก็เห็นถังอากาศสำรองที่วางอยู่หน้าถ้ำ แล้วก็เห็นจุดที่ผูก เชือกที่ใช้ลากเข้าไป...เห็นแล้วใจหายวาบเลย
จะว่าไปมันก็ไม่มีทางหลุดหรอกนะ แต่เห็นแล้วมันเสียวๆน่ะ เพราะว่า
พี่อ๊อดเค้าผูกไว้กับหินที่เป็นแทงขึ้นมาน่ะ เกิดหินมันหักหรือเชือกมันเลื่อนหลุดล่ะยุ่งเลย.....พอผ่านจุดนั้นไป
ผมก็เงยหน้ามองไปที่ปากถ้ำ สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือแสงสีฟ้าสีสวยงามมากๆ
(สวยมากเป็นพิเศษเพราะเหมือน เป็นแสงสวรรค์ในตอนนั้นเลยทีเดียว^^)
แสงสีฟ้านี้เกิดจากแสงใต้ทะเลที่อยู่ปากถ้ำ แล้วไม่กี่อึดใจ ผมก็เห็นแสง
ไฟฉายจากนักดำน้ำอีกกลุ่มนึงที่ผ่านมาพอดี(เป็นกลุ่มที่มากับเรือลำเดียวกับผมเอง)
ผมสื่อสารบอกกับครูดำน้ำที่เป็น ลีดเดอร์กลุ่มนั้นว่าผมปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนพี่อีกคนยังอยู่ในถ้ำ แต่เดี๋ยวซักพักคงตามออกมา
ผมรออยู่ตรงปากถ้ำซักพักนึงก่อนที่พี่อีกคนจะออกมา
พร้อมเก็บถังอากาศสำรองแล้วก็เชือกที่ใช้นำทางเข้าสู่ถ้ำพอ ทุกอย่างเรียบร้อย
ผมก็ดำน้ำเล่นอีกซักพักเนื่องจากอากาศยังเหลืออยู่ แล้วเวลาที่ใช้ก็แค่ราวๆครึ่งชั่วโมงเอง
ผมว่าย ไปซักพักก็เจอพี่กลุ่มที่ไปส่งเข้าถ้ำ...ก็เลยดำน้ำเล่นไปกับเค้าต่อ
การดำน้ำเล่นตอนปลายไดฟ์นั้น ผมรู้สึกเลยว่ามัน เหมือนเป็นการปรับอารมณ์จากโหมดตื่นเต้นเข้าสู่โหมดปกติ
แต่ก็ยังไม่วาย ก่อนขึ้นผมว่ายไปเจอโพรงเล็กๆที่ สามารถว่ายเข้าไปแล้วมุดออกทางข้างบนได้
ก็เลยว่ายเข้าไปเล่นๆ(อารมณ์ค้าง) พอมุดเสร็จกันทุกคนพวกเราก็ขึ้น
จากน้ำ......จบไดฟ์นี้อย่างปลอดภัย...
"โชคดีจริงๆที่รอดมาได้" ผมรู้สึกอย่างนี้จริงๆตอนก้าวขึ้นจากน้ำ
แล้วพอผมขึ้นไปยืนบนเรือเต็มทั้งสองเท้า พี่อ๊อด ที่ขึ้นไปยืนรออยู่แล้วหันมายื่นมือมาจับมือกับผม...อารมณ์ตอนนั้นเหมือนเพิ่งผ่านจากสนามรบมาเลยที่เดียวครับ...
"สุดยอดเลย เรารอดมาได้" ความรู้สึกและคำพูดประมาณนี้ที่ผมรู้สึกและเราสองคนพูดออกมา
ถ้ำนี้นะครับตอนเข้าไปเหมือนฝากชีวิตไว้ที่คนนำ
แต่ตอนออกมาฝากชีวิตไว้ที่คนตาม(คนสุดท้าย) ถ้าคนท้ายเกิด panic(สติแตก)ไปละก็....ตายหมู่แน่ๆครับ
เพราะเนื่องจากว่าคนที่นำเข้าไปก็ออกมาไม่ได้ แล้วเรื่อง panic นะ..ผมว่าใครๆก็เป็นกันได้ไม่ว่าจะเป็น
dive master หรือ Instructor ก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าคนนำ คือใครคนตามคือใคร...อีกอย่างนึง
ตัวคุณเองนั้นแหละที่อาจจะ panic ซะเองก็ได้ ใครจะรู้ คือผมก็ไม่รู้ตัวเหมือน
กันว่าจะ panic ไปรึเปล่า แต่ถือว่าโชคดีที่วันนั้นควบคุมสติได้แล้วไม่
panic ไปซะก่อน
ป.ล. เป็นถ้ำที่ไม่แนะนำให้เข้าไปอย่างยิ่งครับ
เนื่องจากอันตรายเกินไป คราวนั้นผมโชคดีที่มีสติ แล้วก็คลำทางออก
มาได้ และที่สำคัญคือมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าพอสมควร แม้จะไม่เคยคิดถึงเรื่องตะกอนแบบนี้ก็ตาม
แต่ก็รอดมาได้ เพราะเชือกเส้นนั้นเส้นเดียวจริงๆ ถ้าไม่มีเชือกเส้นนั้นคงตายจริงๆทั้งสองคนแล้วครับ
ภาพ/เรื่อง โดย: ABC
|